Tips&How to
กาแฟ vs ชา เครื่องดื่มสุดปังของคนออฟฟิศ มันดียังไง
By
Beauty See First
|
UPDATE
post-picture
Spread the love

ชากาแฟ เมนูพนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ ชื่นชอบมาก ซึ่งทั้งสองเครื่องดื่มมีสิ่งที่เหมือนกันคือตัวคาเฟอีน ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเราตื่นตัว แต่ก็มีจุดต่างกันเล็กน้อยถึงประโยชน์และข้อจำกัดของทั้งสองเมนูนะจ้า

กาแฟ ช่วยให้ตื่นตัวได้ แต่ต้องดื่มอย่างพอดี

กาแฟนั้นสกัดมาจากเมล็ดกาแฟชนิดต่างๆ มาเป็นกาแฟดำ รสชาติออกขม ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ซึ่งมีคาเฟอีนอยู่ที่ 90 – 170 มิลลิกรัมต่อแก้ว มีสารอาหารและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ โดยกาแฟดำหนึ่งแก้วจะมีปริมาณแคลอรี่น้อยมาก แต่ถ้าหากต้องการรสชาติเพิ่มขึ้นสามารถใส่พวกไซรัป นม และครีมเทียมได้ แต่แน่นอนว่าแคลอรี่ก็สูงตาม

จากคำแนะนำและการวิจัยต่างๆ นั้น บ่งบอกว่าสามารถดื่มกาแฟได้ 3-4 แก้ว หรือไม่ควรเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน (ไม่ใส่น้ำตาล) เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ช่วยลดโอกาสภาวะเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ อย่าง โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ โรคตับ ฯลฯ และคนที่ลดน้ำหนักก็ดื่มได้เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ โดยเฉพาะการเลือกดื่มกาแฟก่อนออกกำลังกายสัก 30-60 นาที จะช่วยให้เรามีกำลังในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลิ่นของกาแฟยังชวนผ่อนคลายได้ดีสุดๆ

แต่มีดีก็ต้องมีเสียกันบ้างนะ เพราะการดื่มกาแฟมากเกินไป ร่างกายก็อาจจะเกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความกังวล ใจสั่น และส่งผลต่อการนอนหลับ นอกจากนี้ไม่ควรดื่มตอนท้องว่าง อาจระคายเคืองกระเพาะได้ อีกทั้งกาแฟยังมีสารที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น จึงอาจจะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นการดื่มอย่างพอดี จึงลดโอกาสการเกิดข้อเสียไปได้นั่นเอง แต่คำถามที่ว่า ทำไมดื่มกาแฟแล้วยังง่วง มีคำตอบที่นี่ CLICK

รู้หรือไม่ วันกาแฟสากล ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี และสถิติคนดื่มกาแฟทั่วโลกคาดว่าอยู่ที่วันละ 2.25 พันล้านแก้ว

ชา เครื่องดื่มแก้วโปรดของคนลดน้ำหนัก

ชา สกัดมาจากใบ มีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 25 – 70 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งได้เป็น 3-4 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมทั้งผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากค่อนข้างมีประโยชน์ต่อร่างกายเราเช่นกัน จุดเด่นของชาคือ มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยบำรุงผิว ชะลอวัย รวมถึงการช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง มีสารฟลูออไรด์ ช่วยเสริมสุขภาพฟันให้แข็งแรง (ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย)

นอกจากนี้ยังป้องกันการสะสมของไขมันส่วนเกิน จึงเหมาะกับผู้ที่ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะการดื่มชาเชียว หรือชาที่ไม่ผสมน้ำตาล แนะนำว่าก่อนดื่มชาร้อนๆ สักแก้ให้สูดดมกลิ่นก่อนดื่ม ก็ช่วยให้สดชื่น และสามารถดื่มชาหลังกินข้าว 2-3 ชั่วโมง จะช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มทันทีหลังทานข้าวเสร็จ หรือใกล้มื้ออาหาร เพราะอาจไปยับยั้งการดูดซึมอาหารได้ ส่วนใครที่กังวลว่าการดื่มชาอาจทำให้ฟันเหลืองนั้น บอกเลยว่ามีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง เนื่องจากมีคาเฟอีน แต่จะเหลืองน้อยกว่าการดื่มกาแฟนะจ้า

แนะนำว่าให้ดื่มชาได้วันละ 3-4 แก้ว แบบไม่ใส่น้ำตาล เพราะหากดื่มมากเกินไปก็มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากมีสารที่ชื่อแทนนิน (สารที่ทำให้รสชาติขม) ไปทำปฏิกิริยากับระบบการดูดซึมอาหาร โดยเฉพาะธาตุเหล็ก จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้การบริโภคแต่พอดีก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ และควรระวังเรื่องน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นจากการปรุงแต่งชา อย่างการเติมน้ำตาล นม ครีมเทียม ไซรัป ด้วยนะจ้า

รู้หรือไม่ วันชาสากล ตรงกับวันที่ 15 ธันวาคมของทุกปี และสถิติคนดื่มชาทั่วโลกคาดว่าอยู่ที่วันละ 2.42 พันล้านแก้ว

แต่ทั้งนี้ประโยชน์และโทษของชากาแฟนั้น ก็ลดลั่นกันไปตามแต่ละชนิดอีกด้วยจ้า

Credit Source: mfu.ac.thpobpad, happyhospital, worldteanews และ gourmesso

Beauty See First
ABOUT THE AUTHOR Beauty See First administrator