Tips&How to
พิลาทิส VS โยคะ ต่างกันยังไง…เล่นแบบไหนดีกว่ากัน?!
By
Beauty See First
|
UPDATE
post-picture
Spread the love

หลายคนสงสัย และอาจยังสับสนว่า พิลาทิส (Pilates) กับโยคะ (Yoga) นั้นเหมือนกันหรือไม่ แล้วทั้งสองต่างกันยังไงซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองศาสตร์ของการออกกำลังกายนี้มีความคล้ายกันมาก เพราะจะเน้นในเรื่องของการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ และยังช่วยปรับสมดุล ฝึกร่างกาย และจิตใจ ให้แข็งแรงด้วยการทำท่าต่างๆ โดยเน้นการหายใจเข้ามาช่วยในการออกกำลังกายมากขึ้นดังนั้นเราจึงหาคำตอบมาให้ว่า ทั้งสองศาสตร์นี้ แตกต่างกันอย่างไร เล่นแบบไหนจะดีกว่ากัน ไปดูกันได้เลยค่ะ

พิลาทิส (Pilates)
เป็นการออกกำลังในรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของสาวๆ อยู่ในขณะนี้ โดยการออกกำลังกายแบบพิลาทิสนั้นเกิดจากการคิดค้นชายชาวเยอรมัน “โจเซฟ พิลาทิส” (Joseph Pilates) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะมีการโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อแกนกลางร่างกายเพื่อสร้างความสมดุล และเพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังทรงรูปร่างได้ เน้นในเรื่องลมหายใจ การจัดวางของกระดูกสันหลัง สร้างความแข็งแรงให้กับแกนกลางร่างกาย โดยมีการผสมผสานรูปแบบการออกกำลังที่หลากหลาย ที่เขาได้ศึกษา และฝึกฝนเองมามากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นการผสมผสานของศาสตร์โยคะ, การฝึกสมาธิแบบเซน และระบบกายวิภาคของกรีกโรมัน เพื่อช่วยให้ผู้เล่นปราศจากอาการบาดเจ็บ ทำให้รูปแบบการออกกำลังกายของเขาประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ ได้แต่ต้องการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น

ได้ส่วนไหน การเล่นพิลาทิสจะช่วยเพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เน้นบริหารกล้ามเนื้อลำตัว และหน้าท้องเป็นหลัก  สร้างความสมดุลระหว่างช่วงบนและช่วงล่าง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือการเต้น อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ โดยท่าในการเล่น ถูกออกแบบมาให้กระทบกระเทือนร่างกายน้อยที่สุด

การหายใจ จะมีการใช้การกำหนการหายใจเข้าทางจมูก และหายใจออกทางปาก

ทำครบ 1 ชั่วโมง ใช้พลังงานประมาณ 260-460 แคลอรี่ (*ขึ้นอยู่กับระดับที่เล่น)

อุปกรณ์การฝึก ใช้ได้ทั้งเสื่อ และอุปกรณ์พิเศษที่ผลิตเพื่อการเล่นพิลาทิสโดยเฉพาะ

เหมาะกับ คนที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ และสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าท้อง

โยคะ (Yoga)
เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่ง มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยการฝึกโยคะนั้นจะเน้นไปที่ความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง ช่วยทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม แถมยังทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมไปถึงต่อมไร้ท่อทำงานได้ดีขึ้น  โดยท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และมีการสอดคล้องกับการหายใจ เป็นการรวมกาย จิต และวิญญาณเข้าด้วยกัน นอกจากนี้การฝึกท่าโยคะยังเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ สุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีขึ้น  อีกทั้งยังช่วยฝึกการหายใจ และฝึกจิตให้มีความจดจ่อกับเรื่องลมหายใจเข้าออก ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น สังเกตได้ว่าพวกโยคีมักจะฝึกโยคะ เพื่อช่วยให้นั่งสมาธิได้นานยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ท่าที่ใช้สำหรับการฝึกโยคะนั้นมีมากมายหลายประเภท และแต่ละประเภทก็แตกต่างกันออกไป

ได้ส่วนไหน เน้นไปที่การสร้างความยืดหยุ่นและความอ่อนตัวให้กับกล้ามเนื้อส่วนรวม ไปจนถึงระบบภายในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมยังช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวล

การหายใจ จะมีการใช้การกำหนการหายใจเข้าทางจมูก และหายใจออกทางจมูกเท่านั้น

ทำครบ 1 ชั่วโมง ใช้พลังงานประมาณ 200-630 แคลอรี่ (*ขึ้นอยู่กับท่าทางและประเภทที่เล่น)

อุปกรณ์การฝึก ใช้เพียงเสื่อโยคะเท่านั้น

เหมาะกับ คนที่ต้องการมุ่งเน้นไปที่ความยืดหยุ่น ไม่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อ และยังเน้นไปที่การฝึกจิต สมาธิ ลดความเครียด

ทั้งสองถึงแม้จะคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความต่างกันในบางส่วนทั้งในเรื่องของวิธีการเล่น การกำหนดลมหายใจแตกต่างกัน และผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังต่างกันอีกด้วย ถ้าหากถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน เราก็ขอตอบว่า ดีทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการแบบไหนมากกว่ากัน  ถ้าต้องการการออกกำลังกายที่ไม่เน้นเส้นลายกล้ามเนื้อ เน้นการเพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยลดความเครียด และช่วยเพิ่มสมาธิก็ต้องเลือก โยคะ หรือถ้าใครต้องการการออกกำลังกายเพื่อยืดหยุ่น และเสริมสร้งาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามหน้าท้อง ก็ต้องเลือกพิลาทิส ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังสามารถเลือกที่จะเล่นทั้งพิลาทิส และโยคะได้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

Beauty See First
ABOUT THE AUTHOR Beauty See First editor