Trends&Update
Drunk Elephant ช้างเชือกนี้มีดียังไง จะพาไปทำความรู้จัก
By
Beauty See First
|
UPDATE
post-picture
Spread the love

Drunk Elephant หนึ่งในแบรนด์สกินแคร์ส่งตรงจากอเมริกา ที่ตัดส่วนผสมต้องสงสัยออกถึง 6 ชนิดที่คาดว่าเสี่ยงต่อผิวพังได้ แต่แบรนด์นี้เข้าไทยในร้านเซโฟร่ามาแล้วกว่า 1 ปี จนล่าสุดออกสกินแคร์มามากมายให้แฟนๆ เลือกใช้ตามจุดประสงค์ที่ต้องการ แต่ครั้งนี้จะมาขยี้อีกครั้งว่าทำไมต้อง Drunk Elephant จุดเด่นของแบรนด์อยู่ตรงไหน

ที่มาของชื่อไม่ได้แค่ตั้งเกร๋ๆ
ถ้ามองแยกคำ Drunk เป็นคำช่อง 3 ของ Drink และ Elephant แปลว่า ช้าง หรือพอรวมแล้วจะแปลว่า ช้างเคยดื่มน้ำ! แต่ความจริงชื่อมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ เจ้าของแบรนด์ คุณ Tiffany Masterson ได้ไปค้นพบต้นมารูล่าที่แอฟริกา ซึ่งสามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันต้นนี้ได้ และมีตำนานว่าต้นชนิดนี้เมื่อช้างกินเข้าไปจะเกิดอาการมึนเมา เจ้าของแบรนด์จึงเกิดแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อว่า Drunk Elephant นั่นเอง ชื่อที่ทำให้ผิวมีความสุข

ลดโอกาสทำร้ายผิว ต้อง NO ส่วนผสม 6 ชนิด
คอนเซปต์ของแบรนด์ ผิวที่มีความสุขคือผิวสุขภาพดี อย่างที่บอกเค้าเริ่มต้นจากการไม่มีส่วนผสมทำร้ายผิว โดยเจ้าของแบรนด์เองเคยเจอปัญหาผิวมาทุกรูปแบบและมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่เรากำลังจะพูดถึงต่างเป็นต้นเหตุของผิวต่างๆ ซึ่งมี 6 ชนิดคือ
• น้ำมันหอมระเหย มักจะทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ง่าย และไม่ได้ให้ความชุ่มชื้นได้ดีเท่าน้ำมันธรรมชาติ
• ซิลิโคน ทำให้ผิวเกิดการอุดตัน และยับยั้งการดูดสารสำคัญ
• สารกันแดดแบบเคมี เกิดการระคายเคืองผิวได้ง่าย
• SLS หรือโซเดียม ลอริล ซัลเฟต ทำร้ายเกราะป้องกันผิว
• น้ำหอมและสีย้อม เป็นส่วนผสมที่ไม่ได้ให้สารอาหารแก่ผิวแต่อาจทำร้ายผิวได้เลย
• แอลกอฮอล์ ค่อยๆ สะสมและทำร้ายผิว หรืออาจจะรุนแรงขนาดทำร้ายผิวทันที

เลือกสูตรการดูแลผิวได้คล้ายการเลือกน้ำสมูทตี้
กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ต้องใช้ส่วนผสมที่ลงตัว และเรามักจะได้ยินว่าผิวต้องมีค่า ph ที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ถึงจะมีความสมดุล จึงต้องมีการกะปริมาณส่วนผสมอย่างพอเหมาะนั่นเอง อะไรใช้กับอะไรได้ไม่ได้ มีความสำคัญมาก ทำให้แบรนด์นี้ออกครีมแต่ละตัวให้ออกมาใช้ผสมกันได้เหมือนสูตรการทำสมูทตี้ ที่มีส่วนผสมจากหลายอย่างหลายที่ให้เป็นสูตรอาหารผิวพิเศษและถูกต้องนั่นเอง

ตัวอย่างสูตรสมูทตี้ผิวใช้สูตรไหนจะยิ่งช่วยให้ผิวสุขภาพดี

อยากเริ่มลอง 3 ตัวนี้ขอแนะนำเลย

Virgin Marula Luxury Facial Oil (1,540 ฿)
ตัวนี้ใส่ส่วนผสมต้นกำเนิดของแบรนด์ อย่างน้ำมันสกัดจากผลของต้นมารูล่าซึ่งมีสารชื่อโพลีฟีนอล ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว และยังถือเป็นสารที่ให้ความชุ่มชื้นจากไขมัน จึงเหมาะกับคนผิวแห้ง เพิ่มความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังช่วยลดเลือนริ้วรอย ความพิเศษอีกอย่าง สามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้าและเส้นผมอีกด้วย
วิธีใช้: ใช้ 2-3 หยดทั่วผิวหน้า จะรู้สึกเลยว่าผิวนุ่มและดูชุ่มชื้น โดยใช้หลังจากล้างหน้าหรือหลังเช็ดโทนเนอร์ เนื้อออยล์กึ่งน้ำ เบามาก ซึมไว ไม่เหนอะผิว

Lala Retro™ Whipped Cream (2,310 ฿)
เป็นครีมที่ได้รับรางวัลการันตีจากหลายสถาบัน มีส่วนผสมของน้ำมันในประเทศแอฟริกาถึง 6 ชนิด เน้นคืนความชุ่มชื้น และยังมีตัวเซราไมด์ ช่วยรักษาสมดุลผิวให้เป็นกลาง จึงเป็นตัวที่ค่อยๆ ฟื้นฟูผิวเพื่อเป็นเกราะป้องกันผิว กันเสียความชุ่มชื้นหรือเกิดภาวะขาดน้ำในผิว ทำให้พวกเส้นริ้วรอยก็จางลงอีกด้วย ใช้ได้ทั้งผิวหน้าละผิวกาย
วิธีใช้: ถ้าไม่ผสมตัวอื่นๆ ใช้ได้ประมาณ 2 ปั๊มทั่วหน้า แต่ข้อดีคือตัวนี้ผสมกับตัวอื่นๆ ได้เช่นกันขึ้นอยู่กับว่าจะเสริมการดูแลจุดไหน โดยใช้เพียงหนึ่งปั๊มเท่านั้น ตัวที่เอามาผสมได้ เช่น เซรั่มตัว B-Hydra หรือออยล์ Virgin Marula ได้เช่นกัน

A-Passioni™ Retinol Cream (2,860 ฿)
เรตินอล สูตรใหม่ล่าสุดเลย เน้นลดเลือนริ้วรอยโดยเฉพาะ อย่างริ้วรอยร่องลึก เพราะผสมวีแกนเรตินอล 1% บวกกับซุปเปอร์ฟู้ด เพื่อให้ผิวอ่อนเยาว์ เรียบเนียน และสีผิวสม่ำเสมอขึ้น โดยช่วงแรกให้ใช้เพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ไปก่อนเพื่อให้ผิวชินแล้วค่อยเพิ่มความสม่ำเสมอขึ้น
วิธีใช้: ใช้เท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วทาให้ทั่วหน้า สามารถผสมกับครีมหรือน้ำมัน หรือตัว B-Hydra (จะแถมไซส์ทดลองมาให้ด้วยในกล่อง) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น บำรุงจากวิตามินบี

อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าส่วนผสมจะเป็นแบบ Clean Skincare ให้ธรรมชาติช่วยดูแลผิวของเรา ไม่แยกว่าตัวไหนเหมาะกับผิวประเภทไหน แต่จะแยกว่าต้องการแก้ปัญหาผิวจุดไหน เพราะผิวก็คือผิว จะมีสภาพแบบไหนก็มีหน้าที่เหมือนกัน และต้องมีสุขภาพดี ใครที่ชอบแนวคิดแบบนี้ ลองหาซื้อมาใช้ดูได้นะจ๊ะ ทุกชิ้นวางขายที่เซโฟร่าเรียบร้อย

Beauty See First
ABOUT THE AUTHOR Beauty See First administrator