ศัลยกรรมพลิกชีวิต
ฉายแสง LED Light แต่ละสีต่างกันอย่างไร?
By
Beauty See First
|
UPDATE
post-picture
Spread the love

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีสำหรับดูแลผิวเนี่ย มีเยอะแยะมากมายหลายแขนงจริงๆ ใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการดูแลผิวหน้าให้สวยใสอยู่ล่ะก็ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “การฉายแสง LED” กันเถอะ! บอกเลยว่าเทคโนโลยีนี้มันไม่ธรรมดาตรงที่แสงแต่ละสี จะให้คุณสมบัติในการดูแลผิวแตกต่างกันไป มาดูกันดีกว่าต่างกันยังไง!

การฉายแสง LED (Light – Emitting Diode) เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลผิวพรรณของเรา โดยอาศัยความเข้มแสงมาช่วยกระตุ้นกลไกการทำงานต่างๆ ของผิว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว โดยแสงที่นิยมใช้ในการรักษา ก็มีอยู่หลายสี โดยแต่ละสีก็จะมีคุณสมบัติแตกกันไป สามารถช่วยรักษาปัญหาผิวได้แตกต่างกัน

แสงสีฟ้า (Blue light)

มีคุณสมบัติในการรักษาสิวและลดการอักเสบ ทั้งสิวอักเสบ สิวที่เกิดจากสารสเตียรอยด์ สิวจากอาการแพ้ต่างๆ โดยจะเข้าไปทำการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เรียกว่า P.Acne (Propionibacterium acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขนผลิตน้ำมันน้อยลง จึงลดความมันบนใบหน้า ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดสิวอุดตันได้

แสงสีแดง (Red light)

มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นเซลล์ จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า ปรับผิวให้เรียบเนียน อิ่มฟู และลดการอักเสบของผิว (ในบางกรณีสามารถฉายร่วมกับแสงสีฟ้าที่ใช้รักษาสิวได้ เนื่องจากแสงสีแดงจะช่วยทำให้ผิวบริเวณที่ต้องมีการกดสิวแข็งแรงขึ้น และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น)

แสงสีเหลือง (Yellow light)

มีคุณสมบัติในการลดเลือนฝ้า กระ ลดการสร้างเม็ดสี ช่วยปรับผิวให้ดูกระจ่างใส รักษาเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนัง และช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น

แสงสีเขียว (Green light)

มีคุณสมบัติในการรักษารอยดำ ช่วยลดการสร้างเม็ดสี ปรับสีผิวให้กระจ่างใสเช่นเดียวกับแสงสีเหลือง แต่จะนิยมใช้ลดรอยดำมากกว่า ทั้งยังช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆ ได้ด้วย

การฉายแสง LED จะใช้เวลาในการรักษาอยู่ที่ครั้งละประมาณ 20-30 นาที และควรทำสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งการรักษาจะทำมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์โดยเราไม่จำเป็นต้องรับการฉายแสงทุกสีนะคะ สามารถพิจารณาจากวัย สภาพผิวและปัญหาผิวของแต่ละคน นอกจากนี้เราขอแนะนำอีกนิดสำหรับใครที่มีผิวไวต่อแสงมากๆ อาจจะต้องปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกทีนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Honest Clinic

BEAUTY SEEFIRST
ABOUT THE AUTHOR Beauty See First editor