กลิ่นหอม

วิธีเลือกน้ำหอม สำหรับทำงานในห้องแอร์ให้ติดทน #ฉบับสาวออฟฟิศ

วิธีเลือกน้ำหอม สำหรับสาวออฟฟิศ ไม่ใช่แค่หน้าหนาว แต่ความเย็นในออฟฟิศทำให้น้ำหอมไม่ติดทนได้ เคยสังเกตไหมว่า น้ำหอมขวดเดียวกัน เมื่อใช้ต่างซีซั่นกัน จะให้ความหอมไม่เท่าๆกัน เพราะอุณหภูมิมีผลต่อความติดทนของกลิ่น ยกตัวอย่าง วันที่ทำงานในห้องแอร์น้ำหอมจะจางเร็วว่าวันที่อากาศร้อน เพราะอากาศเย็น ทำให้ผิวแห้งง่าย และน้ำหอมไม่ค่อยติดผิวนั่นเอง ฉะนั้นแนะนำวันที่ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน อยู่ที่อากาศเย็น อากาศแห้ง หรือไปเที่ยวเมืองหนาว ควรเลือกน้ำหอมกลิ่นที่แน่น ลึก และเข้มข้นขึ้น เพราะเมื่อน้ำหอมจางลง กลิ่นยังคงอยู่และติดตัวเรา โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้ อย่าง Oriental Flowers, Woody, หรือกลิ่น Fruity ปนดอกไม้ที่ให้กลิ่นแน่นๆ จะช้อปใหม่ หรือมีอยู่แล้วก็สามารถเปิดกรุเอาออกมาใช้ในช่วงนี้ได้เลย แอบกระซิบว่าช่วงหน้าหนาว หรือ ทำงานในห้องแอร์ตลอดสามารถพกน้ำหอมใส่ขวดเล็กๆ คอยเติมระหว่างวัน เพื่อให้กลิ่นไม่ดรอป และดูสดชื่นตลอดวันได้ แนะนำ CHANEL Coco Mademoiselle ให้ความสดชื่นแบบ EDT แต่กลิ่นวู้ดดี้จะมีความซอฟต์ลง และให้กลิ่นซิตรัสชัดขึ้น รู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของหัวน้ำหอม แต่ไม่ฉุนไป กลิ่นไม่เข้าใจยากเกินไป เหมาะกับเวิร์คกิ้งวูแมนทั้งหลาย

เทียบ 3 รุ่น Burberry Her ซื้อขวดไหนดี!?

น้ำหอมเบอเบอรี่

Burberry Her หนึ่งในตระกูลน้ำหอมจาก Burberry ตอนนี้ออกมาทั้งหมด 3 กลิ่น ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนตัวยงจะรู้เลยว่าตระกูลนี้เค้าเน้นเอกลักษณ์กลิ่นหอมหวาน แต่เป็นกลิ่นหอมหวานในระดับต่างกัน เพราะมันคือรุ่นที่กำลังสื่อถึงสไตล์แต่ละช่วงของผู้หญิงในลอนดอน แน่นอนว่าหน้าตาขวดจะเหมือนกันเกือบ 100% เลยเป็นที่มาของการรีวิวทั้ง 3 กลิ่นว่าต่างกันอย่างไร และซื้อขวดไหนดี!? อ่านจบรับรองแยกได้แน่นอน สาระก่อนเข้ารีวิวกับความต่างของ EDT และ EDP EDT หรือ Eau de Toilette มีความเข้มข้นของหัวน้ำหอม 5 – 15% กลิ่นจะติดทน 1-3 ชั่วโมง EDP หรือ Eau de Parfum มีความเข้มข้นของหัวน้ำหอม 10 – 20% จึงมีกลิ่นติดทนนานถึง 5 ชั่วโมง รีวิว Burberry Her 3 รุ่น ขอให้รู้ว่ากลิ่นต่างกันนะ Her Eau de Parfum

กลิ่นอโรม่าแบบไหนช่วยลดความเครียดและเพิ่มไอเดียงานช่วงอยู่บ้าน

กลิ่นหอมถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายสุขภาพจิตของใครหลายคน ซึ่งเคยมีงานวิจัยว่าการได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ จะเป็นการคืนสภาพจิตใจที่ดีขึ้น เหมือนกับการได้เห็นภาพธรรมชาติ ก็จะทำให้เกิดแง่คิดเชิงบวกมากขึ้น แต่เมื่อเราต้องอยู่แต่ในบ้าน กลิ่นหอมจึงทำให้เกิดผลที่ดีต่อความรู้สึก และกลายเป็นที่มาของคำว่า กลิ่นบำบัด! และกลิ่นที่เราแนะนำให้มีติดบ้านไว้เพื่อผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มความสามารถในการทำงานช่วง #StayHome ก็ต้องกลิ่นเหล่านี้เลย กลิ่นอโรม่าที่แนะนำ กลิ่นเปลือกไม้จันทน์ (Sandalwood) มักจะนำมาเป็นกลิ่นพื้นฐานของห]ายๆ กลิ่นเพราะมีความเข้มข้นสูง จึงระเหยช้า เมื่อเราสูดดมจะช่วยให้จิตใจสงบลง และผ่อนคลายจากความเครียด ความกังวล รู้สึกสดชื่นขึ้น ซึ่งแนวกลิ่นจะมีความอ่อนโยนแต่แฝงความหวานเบาๆ จึงเหมาะกับเพิ่มพลังในวันเหนื่อยล้าได้ดี กลิ่นมะลิ (Jasmine) หนึ่งในกลิ่นที่นิยมใช้กันตามสปา ซึ่งกลิ่นนี้จะออกแนวหอมหวานสไตล์ดอกไม้ที่ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวลได้ และจากเวบไซต์ของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ยังมีบทความหนึ่งได้เขียนถึงกลิ่นนี้ว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย กลิ่นเปเปอร์มิ้นต์ (Peppermint) เป็นการสกัดจากใบมิ้นต์ที่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการตึงเครียดลงได้ ผลตามมาคือช่วยทำให้เกิดสมาธิ ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และด้วยกลิ่นที่หอมสดชื่น จึงหายใจได้โล่งขึ้น ร่างกายกระปรี่กระเปร่า และลดความง่วงได้ดีเลยล่ะ กลิ่นลาเวนเดอร์ (Lavender) มักสกัดมาจากส่วนยอดของดอกลาเวนเดอร์ ซึ่งควรเลือกใช้กลิ่นนี้ในช่วงที่เราต้องการพักผ่อนจากความเหนื่อยล้า อย่างช่วงหลังเลิกงาน หรือก่อนนอน เพราะจะยิ่งทำให้ทุกคนหลับสบาย รู้สึกผ่อนคลาย และจิตใจสงบมากขึ้น มันจะฟินมากถ้าได้กลิ่นนี้หลังอาบน้ำใหม่ๆ เป็นการรีเฟรชตัวเองก่อนการเริ่มต้นทำงานในวันถัดไปได้ดีเยี่ยม กลิ่นตะไคร้หอม (Citronella) เป็นสารสกัดที่ได้มาจากต้นตะไคร้หอม