ผอม

ลดน้ำหนักด้วยการกินผลไม้แทนข้าว อันตรายกว่าที่คิด!

กินผลไม้แทนข้าว ลดน้ำหนัก

สารภาพมาซะดีๆ ว่าใครเคยเชื่อแบบนี้บ้าง ถึงแม้ว่าผลไม้จะเป็นอาหารที่มีประโยชน์มากมายสารพัดและยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย แต่! ถ้าคิดจะทานแต่ผลไม้อย่างเดียวแล้วคิดว่าจะลดน้ำหนักได้อย่างสุขภาพดีล่ะก็ คิดผิดแล้วค่ะ เพราะการทานแต่ผลไม้แทนข้าวอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวมากกว่าที่คิดนะคะ ถ้ากินแต่ผลไม้แทนข้าว ร่างกายจะเป็นยังไง? เสี่ยงโยโย่ การทานผลไม้แทนข้าวอาจช่วยให้น้ำหนักลดลงได้จริงในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นระบบเผาผลาญของร่างกายจะมีการปรับตัวให้ทำงานน้อยลง หลังจากนั้น หากกลับมาทานอาหารแบบปกติก็จะทำให้กลับมาอ้วนได้ หรือที่เขาเรียกกันว่าโยโย่นั่นแหละ เสี่ยงขาดสารอาหาร สารอาหารที่เราจะขาดไปจากการทานผลไม้เพียงอย่างเดียวก็คือ โปรตีนและไขมัน ซึ่งโปรตีนมีส่วนสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกัน ในขณะเดียวกันไขมันที่ถึงแม้ว่าจะดูเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนลดน้ำหนัก แต่การขาดไขมันแบบเด็ดขาดไปเลยกลับทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบางชนิดได้เพียงพอ เสี่ยงพลังงานไม่เพียงพอ ถึงหลักการของการลดน้ำหนักก็คือการควบคุมพลังงานแคลอรี่ที่รับเข้าไปไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญได้ แต่การได้รับพลังงานเข้าไปน้อยเกินความต้องการ ก็อาจทำให้เป็นอันตรายกับร่างกายได้ โดยเฉพาะคนที่มีการทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมากๆ ในระหว่างวัน อาจทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงได้ ผลไม้บางชนิดมีน้ำตาลสูง ผลไม้บางชนิดก็มีน้ำตาลที่สูงมากๆ ยกตัวอย่างเช่น กล้วยหอม ลองกอง และมังคุด มีน้ำตาลมากถึง 4 – 5 ช้อน หรือราวๆ เกือบ 20 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณน้ำตาลที่มากกว่าในนมเปรี้ยวขวดเล็กซะอีก! แล้วลดน้ำหนักแบบไหนถึงจะดี? สิ่งสำคัญของการลดน้ำหนัก คือ การควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันไม่ให้มากกว่าปริมาณแคลอรี่ที่เราเผาผลาญ หรือได้ใช้ในวันนั้นๆ โดยที่การควบคุมแคลอรี่นั้นต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น ไม่ควรเทไปกินสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้การปรับสัดส่วนแทน เช่น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย!

ความเข้าใจผิด ออกกำลังกาย

เชื่อว่าในลิสต์ของเราต้องมีสักอันแหละที่ต้องเคยผ่านหูผ่านตาสาวๆ มาบ้าง โดยเฉพาะทีมไปฟิตเนสหลังเลิกงาน น่าจะเคยได้ยินที่ “เขาว่ากันว่า…” หลายๆ ข้อ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่จะบอกเลยว่าหลายอย่างที่เคยเชื่ออาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อการออกกำลังกายของเราอย่างที่คิด ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เป็นอันตรายอีกต่างหาก! ออกกำลังแล้ว กินแค่ไหนก็ได้! ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างแรกคือ การที่เราจะลดน้ำหนักได้ ร่างกายของเราต้องได้รับแคลอรี่เข้าไปน้อยกว่าแคลอรี่ที่ใช้ในแต่ละวัน ดังนั้นความเชื่อที่ว่า “ก็ออกกำลังกายแล้วไง ฉันจะกินยังไงก็ได้” เป็นความคิดที่ผิดนะคะ! การลดหรือควบคุมน้ำหนักที่ได้ผลดีและยั่งยืน คือการรู้จักควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมค่ะ แต่อย่างไรก็ตามการอดอาหาร หรือการที่เราได้รับแคลอรี่ไม่เพียงพอก็ส่งผลเสียกับร่างกายได้เช่นเดียวกันนะ เล่นเวทแล้วกล้ามใหญ่! ความเข้าใจผิดต่อมา คือ การออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) ไม่ได้ทำให้กล้ามขึ้นเป็นมัดๆ ได้ทุกคนนะคะ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง เพราะเรามีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งการที่ผู้หญิงจะล่ำขึ้นมาได้ต้องใช้หลายปัจจัยมากๆ อีกทั้งต้องใช้เวลานานและฝึกหนัก ดังนั้นการเล่นด้วยน้ำหนักน้อยๆ หรือพอดีๆ ไม่ได้ทำให้ล่ำหนาแต่อย่างใด ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ประกอบด้วยก็ได้ เป็นเมนส์อยู่ ออกกำลังไม่ได้! เชื่อว่าหลายคนเคยเข้าใจผิดและหลายคนที่ชอบเอาเรื่องช่วงนั้นของเดือนมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองในการไม่ออกกำลังกาย ขอบอกเลยนะคะว่า ที่จริงแล้วในช่วงที่เรามีประจำเดือน เราก็ยังสามารถออกกำลังกายได้นะคะ เพียงแต่อาจจะลดทอนความหนักหรือรุนแรงให้น้อยลง ยกเว้นในกรณีที่มีอาการปวดท้องมากๆ อาจจะปรึกษาแพทย์หรือใช้การเดินเบาๆ แทนค่ะ เหนื่อยมากๆ สามารถหยุดออกกำลังได้ทันที! นี่เป็นความเชื่อที่อันตรายมาก เพราะการหยุดทันทีขณะที่เหนื่อยมากๆ อาจส่งผลเสียขนาดทำให้เสียชีวิตได้เลยนะ!

น้ำหนักเท่านี้ ออกกำลังกายแบบไหนดี?

น้ำหนักเท่าไหร่ ออกกำลังกายยังไงดี

ทุกคนล้วนต่างก็มีเป้าหมายของการออกกำลังกายแตกต่างกันออกไป บางคนออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก บางคนออกกำลังเพื่อสร้างหุ่นเฟิร์มๆ บางคนก็แค่ไม่อยากเจ็บป่วยง่าย แต่ละรูปร่างต่างก็มีปัญหาของตัวเองต่างกันออกไป เรามาดูกันดีกว่า ว่าปัญหาแบบที่เรากำลังเป็น ต้องออกกำลังกายแบบไหนถึงจะดี น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ คนที่อยู่ในภาวะน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หรือว่า ผอมเกินไป (BMI <18.50) ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มน้ำหนัก จะต้องทำอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่ง (Weight training) โดยแยกเฃ่นเป็นส่วนๆ สลับหมุนเวียนกันไป แทนการออกทุกส่วนภายในวันเดียว เพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนได้มีเวลาพัก แต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยวิธีแบบคาร์ดิโอ หรือแอโรคบิค อย่างการ วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เพราะวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักมากกว่า น้ำหนักตามเกณฑ์ และน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์เล็กน้อย คนที่อยู่ในช่วงน้ำหนักที่ตามเกณฑ์ (BMI 18.51 – 22.90) หรือมากกว่าเกณฑ์เล็กน้อย (BMI 23.00 – 24.90) สามารถออกกำลังกายได้แทบทุกแบบ เลือกได้หลากหลายตามความถนัดและความสนใจ น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ สำหรับคนที่น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ (BMI 25.00 – 29.90) ช่วงน้ำหนักนี้ยังสามารถออกกำลังกายได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ