ระบบย่อยอาหาร

การเคี้ยวนาน ช่วยทั้งระบบย่อยและฉลาดขึ้น

เคี้ยวอาหาร

จากข้อมูลของโรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวว่า การเคี้ยวนานทำให้ฉลาดนั้นเป็นความจริง! เพราะมันมีผลต่ออระบบสมองของเรา จากการกระตุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคี้ยวต่างๆ ของร่างกาย การเคี้ยวนานทำให้กระตุ้นต่อมและหลั่งฮอร์โมนได้ เวลาเราเคี้ยวจะมี 2 ต่อมที่ทำงานควบคู่กันคือ ต่อมน้ำลายและต่อมใต้หู ซึ่งการเคี้ยวจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนออกมา รวมถึงการกระทบของฟัน ก็ไปกระตุ้นสมองด้วยเช่นกัน ยิ่งเคี้ยวมาก ยิ่งสร้างสมดุลมาก และส่งผลต่อการทำงานของระบบสมอง ทำให้เรามีสมาธิ จินตนาการ คิดได้ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จึงช่วยพัฒนาสมองมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของความคิด วิเคราะห์ อย่างมีสมาธินั่นเอง นอกจากนี้การเคี้ยวนานก็เป็นการช่วยบดละเอียดอาหาร ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารให้ทำงานน้อยลง ย่อยง่ายขึ้น ลดโอกาสการเกิดปัญหาช่องท้องได้อีกด้วย ว่ากันว่าถ้าคนนึง หากเคี้ยวได้มากถึง 100 ครั้งขึ้นไปต่อคำ จะทำให้การดูดซึมอาหารก็ดีขึ้นตามเป็นลำดับ ลดความอยากพวกอาหารประเภทเนื้อสัตว์ไปได้ เคี้ยวแค่ไหนที่เรียกว่านาน? เคยมีการทดลองจำนวนการเคี้ยวอาหารว่ามีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ก็พบว่าจำนวนครั้งการเคี้ยวตั้งแต่ 30 – 200 ครั้งต่อคำ ต่างมีผลต่อการพัฒนาสมองเรา ไม่ว่าจะเรื่องของการสร้างอารมณ์ที่ดีขึ้น จิตใจสงบ ลดน้ำหนักได้ สร้างสมาธิ ทุเลาอาการโรคกระเพาะ ฯลฯ เพราะฉะนั้นก็พยายามเคี้ยวให้ช้าลง และนานขึ้น เพื่อการทำงานของร่างกายที่สมดุลขึ้นนะจ๊ะ และการเคี้ยวช้า ก็ยังช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ช่วยได้อย่างไร CLICK

อาหารที่กินเข้าไปย่อยนานแค่ไหน?

อาหารแต่ละชนิด ใช้เวลาย่อยนานแค่ไหน

ทุกคนเคยนึกสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมเวลาเรากินเนื้อปลา ผ่านไปสักพักเราก็รู้สึกหิวอีกแล้ว ในขณะที่ถ้ามื้อไหนทานเนื้อวัวหรือเนื้อหมูเยอะๆ เรากลับรู้สึกอยู่ท้องและอิ่มนานกว่า นั่นเป็นเพราะว่าอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาย่อยแตกต่างกันค่ะ ซึ่งเราก็ได้ทำสรุปรวมอาหารที่นิยมทานกันบ่อยๆ มาให้ทุกคนดูแล้ว ว่าแต่ละอย่างใช้เวลาย่อยนานแค่ไหน จะได้จัดสรรมื้ออาหารในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสมค่ะ น้ำเปล่า ถ้าเป็นเวลาท้องว่าง การดื่มน้ำเปล่า ร่างกายแทบจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีเลยล่ะค่ะ ดังนั้นเราถึงเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านแนะนำให้ดื่มน้ำสักแก้วทันทีหลังตื่นนอน ก็เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับร่างกาย และเราขอแนะนำให้ดื่มน้ำสักแก้วก่อนมื้ออาหารหลักๆ สักครึ่งชั่วโมง เพื่อช่วยจำกัดความอยากอาหารลง เหมาะสำหรับใครที่กำลังไดเอทค่ะ น้ำผลไม้ สมูทตี้ หรือน้ำซุปใส น้ำผลไม้หรือน้ำซุปใส จะใช้เวลาย่อยประมาณ 15 – 20 นาที เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเส้นใยไม่มากนัก แต่ทานมากก็ต้องระวังในเรื่องของน้ำตาลด้วยนะคะ ส่วนสมูทตี้ทั้งหลายจะมีกากใยเพิ่มขึ้นมาหน่อย เลยใช้เวลาย่อยอยู่ที่ประมาณ 20 – 30 นาทีค่ะ ผลไม้                ผลไม้อย่างแตงโมจะใช้เวลาย่อยประมาณ 20 ในขณะที่ ส้ม องุ่น หรือกล้วยจะใช้เวลาย่อยประมาณ  30 นาที ส่วนพวกแอปเปิ้ล แพร์ เชอร์รี่หรือกีวี่จะใช้เวลาย่อยประมาณ 40 นาที ผัก พวกผักสลัดที่มีน้ำมาก อย่างผักกาด

การเคี้ยวช้าๆ ช่วยคุมน้ำหนักได้!

การเคี้ยวช่วยคุมน้ำหนัก

ฟังแล้วเหมือนเวอร์ ว่าการเพิ่มเวลาในการเคี้ยวอาหารอีกสักนิด ช่วยให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้นเพราะพฤติกรรมใกล้ตัวอย่างการเคี้ยวอาหารนี่แหละ ที่เป็นบ่อเกิดของการทานอาหารที่มากเกินไป จนทำให้น้ำหนักเพิ่มเอาๆ แบบไม่ทันตั้งตัว! ข้อมูลเรื่องนี้ อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัด และผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ ได้อธิบายไว้ว่า การบดเคี้ยวอาหารเป็นเหมือนกับขั้นแรกสุดของการย่อยอาหาร ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของเราไม่ต้องทำงานนักมาก และยังช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้เต็มประสิทธิภาพ ในทางกลับกันการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด อาจส่งผลเสียทำให้อาหารย่อยยาก ต้องหลั่งกรดมาก และมีการบีบตัวมากกว่าปกติ จนอาจเกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืดหรือท้องเฟ้อ เคี้ยวแค่ไหนถึงจะดี? จำง่ายๆ ว่า อาหารที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม อย่างอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าวหรือขนมปัง ให้เคี้ยวประมาณ 10 ครั้ง ในขณะที่อาหารประเภทเนื้อสัตว์และผัก ให้เคี้ยวประมาณ 20 – 30 ครั้ง การเคี้ยวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ยังไง อธิบายง่ายๆ ก็คือ การที่เราเคี้ยวข้าวเร็วๆ รีบๆ จะทำให้เราติดนิสัยทานเร็ว ซึ่งทำให้เราทานอาหารเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าความจำเป็น ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ในการส่งสัญญาณไปหาสมองว่าเราอิ่มแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราใช้เวลาในการเคี้ยวให้นานขึ้น ก็จะทำให้เราทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะและรู้สึกอิ่มเร็วกว่าการรีบๆ ทานเข้าไป ดังนั้นเราก็จะทานอาหารในปริมาณที่ไม่มากเกินไป น้ำหนักของเราก็จะไม่ขึ้นแบบพรวดพราดนั่นเอง ประโยชน์อื่นๆ ของการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

แจกสูตร Infused water ที่ได้มากกว่าแค่อร่อย

น้ำหมัก

Infused water เป็นน้ำหมักผักและผลไม้ที่เน้นเรื่องสารอาหารให้อยู่ในลักษณะที่ดื่มง่าย อร่อยและได้ประโยชน์ จึงมักจะนำผลไม้และผักหลายชนิดมารวมกัน ซึ่งเมื่อจับกลุ่มกันดีๆ ส่วนผสมต่างๆ จะช่วยส่งเสริมการทำงานในร่างกายดีขึ้นอีกด้วย เหมาะกับคนที่อยากทานน้ำมีรสชาติแต่ต้องการลดน้ำตาลที่อาจอยู่ในผลไม้ปั่นหรือลดน้ำอัดลมลง นอกจากประโยชน์เน้นๆ แล้วยังทำได้ง่ายอีกด้วย ข้อควรรู้ก่อนเริ่มดื่ม Infused water เคยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า Infused water มีประโยชน์แบบเดียวกับการดื่มน้ำ และหากใส่ส่วนผสมที่ยิ่งเสริมกันก็จะได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งขั้นตอนการทำค่อนข้างง่าย แค่เลือกเอาผลไม้ หรือส่วนผสมที่ต้องการมาทำความสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (บางชนิดอาจทานพร้อมเปลือกได้ เช่น เลมอน แตงกวา แอปเปิ้ล) หรือจะเลือกเสริมด้วยสมุนไพรบดลงไปในน้ำด้วยก็ได้แล้วแต่สูตร สามารถเลือกใช้ได้ทั้งน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น และนำไปแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1-3 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ด้วยว่าเน่าเสียง่ายหรือไม่ และที่สำคัญสุดๆ คือแนะนำให้ดื่มแค่น้ำพอนะ อย่าเผลอกินผลไม้หรือผักที่ใส่ลงไปหมักนะจ้า ซึ่งสามารถจิบหรือดื่มทั้งวันเทียบเท่าการดื่มน้ำเปล่าได้เลย สูตรน้ำ Infused water สำหรับการดูแลที่แตกต่าง ช่วยเรื่อง: คลายเครียด และบรรเทาอาการปวดหัว ส่วนผสม: เลมอน สตรอว์เบอร์รี โหระพา ผลไม้และผักที่มีสรรพคุณเด่นในเรื่องของการดูดซับล้างสารพิษในร่างกาย และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนตัวของโหระพายังมีจุดเด่นในการบรรเทาอาการปวดหัว และด้วยกลิ่นหอมยังช่วยคลายเครียดได้ดีอีกด้วย ช่วยเรื่อง: การทำงานของระบบย่อยอาหาร ส่วนผสม: