วิตามินเอ

วิตามินเสริม ทานตอนไหน และกินเท่าไรดี

วิตามินเสริม

วิตามินเราจำเป็นต้องใช้เสริมร่างกาย ทั้งเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ร่วมถึงการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว เราจะได้รับวิตามินจากอาหารที่เพียงพอตามหลัก 5 หมู่ต่อความต้องการของร่างกายในปริมาณที่ไม่ขาดวิตามิน แต่การทานวิตามินเสริมที่วางจำหน่ายอย่างถูกต้องในปัจจุบัน ก็สามารถทานเพิ่มเติมได้แต่อยู่ควรอยู่ใรปริมาณที่ร่างกายรับได้เช่นกัน เพื่อลดเสี่ยงการเกิดผลกับร่างกายต่างๆ และวิตามินกลุ่มที่เรากำลังพูดถึง จะเป็นเพียงการทานเสริม ไม่มีคุณสมบัติการรักษาโรคใดๆ วิตามินแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ วิตามินละลายได้ในไขมัน กลุ่มนี้หากได้รับเกินเป็นเวลานาน อาจสะสมในตับหรือไตได้ วิตามิน A มีในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ตับ ไข่ นม และผักผลไม้ที่มีสีเหลืองเข้ม แดงเข้ม ข้อดี: ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ป้องกันผิวแห้ง ต่อต้านอนุมูลอิสระ สร้างภูมิคุ้มกัน การทาน: ควรทานประมาณ 700-900 ไมรโครกรัมในวัยผู้ใหญ่ และทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารมื้อใหญ่ที่มีไขมันเล็กน้อยด้วยยิ่งดี เพื่อง่ายต่อการที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ หากได้รับเกิน: อาจมีผลต่อร่างกายได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระดูก ตาพร่า ความดันในสมองสูง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ ปวดหัว ผมร่วง ทั้งนี้ผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อวิตามินเอทานเสริมเอง เพราะอาจเป็นพิษต่อครรภ์ได้

วิตามินเสริม สำหรับวัยทำงาน ต้องแก๊งนี้เลย

วิตามินเสริม

ถ้าพูดถึงวิตามินนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ โดยดูจากการละลายเพื่อนำไปใช้ในร่างกายคือ ละลายในน้ำ และละลายในไขมัน ซึ่งวิตามินจะได้จากอาหารที่เรารับประทานต่อวัน รวมถึงวิตามินเสริมที่ขายในร้านดรักสโตร์ทั่วไป วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน จะสะสมในร่างกาย และอาจมีผลต่อตับ,สมอง แลพไต หากได้รับเกินปริมาณ คือ วิตามิน A D E และ K วิตามินที่ละลายได้ในน้ำ หากร่างกายได้รับเกินความจำเป็นก็จะขับออกมาเองได้เองทางปัสสาวะ จึงทานได้ทุกวัน โอกาสเสี่ยงในการสะสมน้อยมาก คือ วิตามิน B และ C แต่วิตามินที่เราแนะนำว่าคนวัยทำงานสามารถทานเสริมจากอาหารหลักได้คือ วิตามิน A, B รวม, C และ E วิตามิน A เป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน จึงต้องใช้ไขมันและแร่ธาตุช่วยดูดซึมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อร่างกาย และมักจะอยู่ในรูปแบบที่เราคุ้นเคยคือ ตัวเรตินอล และแคโรทีน ช่วยทั้งบำรุงสายตา สำคัญต่อกระดูก ฟัน และเหงือก เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันอาการป่วย นอกจากนี้ยังมีผลต่อผิวอีกด้วย โดยเฉพาะการลดรอยดำ รอยแผลต่างๆ ปริมาณการทานต่อวัน: 4,000

ลดถุงใต้ตา ทำไมต้องมองหาอายครีมที่มี Retinol

เรื่องของถุงใต้ตาอาจเกิดได้หลายสาเหตุจากหลากหลายพฤติกรรมของเรา เช่น เกิดจากกรรมพันธุ์, การใช้ชีวิต และการบำรุงผิวรอบดวงตา หรือแม้แต่คนที่มีอาการภูมิแพ้ก็อาจเกิดการบวมของถุงใต้ตาได้ แต่เราจะมาพูดถึงวิธีการลดถุงใต้ตาในกลุ่มคนที่มีสาเหตุมาจากการละเลยการบำรุง จนผิวใต้ตาดูคล้ำและขาดความชุ่มชื้นนะจ้า เรตินอลคืออะไร คงจะเคยได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่ไหมล่ะกับคำว่า เรตินอล (Retinol) ซึ่งถือเป็นวิตามินเอ รูปแบบหนึ่ง และยังเป็นส่วนผสมของสกินแคร์หลายแบรนด์ดังทั้งตัวครีม เซรั่ม และโลชั่น เน้นการช่วยเรื่องต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย แต่เรตินอลนั้นไม่ได้ช่วยแค่เรื่องที่เราบอกไป แต่ช่วยลดอาการถุงใต้ตาบวมได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวบริเวณอื่นๆ เรตินอลช่วยใต้ตาได้อย่างไร จากการทดลองของหลายสถาบันดังด้านผิวหนัง พบว่า เรตินอลเป็นตัวกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งแน่นอนว่าพอเราอายุมากขึ้น โอกาสการเกิดถุงใต้ตาที่เห็นชัดก็มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวคอลลาเจนลดลง เรตินอลจึงเป็นเหมือนตัวเสริมและรักษาการทำงานของการผลิตคอลลาเจนที่ดีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว จึงช่วยความแน่นของผิวใต้ดวงตา และลดรอยหมองคล้ำได้ ใช้ครีมที่มีตัวเรตินอลนานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล แนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำในระยะยาว 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวค่อยๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เพิ่มขึ้น และค่อยๆ ผลัดเซลล์ผิวจนเกิดเป็นผิวที่สุขภาพดีและแข็งแรงขึ้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสกินแคร์ตัวไหนมีเรตินอล แค่มองหาบนตัวผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบด้านหลังว่ามีคำว่า Retinol หรือไม่ และใช้ตามคำแนะนำตามฉลากผลิตภัณฑ์ หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอได้เช่นกัน ข้อควรคำนึง เราในฐานะผู้บริโภคก็ควรจะมองหาแบรนด์สกินแคร์ที่น่าเชื่อถือ เพราะหากมองหาแต่คำว่า เรตินอล โดยลืมคำนึงถึงคุณภาพ การที่จะใส่เรตินอลลงไปในตัวสกินแคร์ในระดับที่มากเกินไปตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต (ควรมีเรตินอล 0.1% สำหรับการใช้เป็นประจำในระยะยาว)