สุขภาพ

รวมผลไม้ช่วยลดสิว บำรุงผิวแถมได้สุขภาพ

ผลไม้ลดสิว

ปัญหาหน้าหมองคล้ำ สิวบุก ไม่สดใส เป็นเรื่องน่ากลัวอันดับต้นๆ ของสาวๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ แค่หาครีมดีๆ คอร์สแพงๆ มาดูแลอาจจะยังไม่พอ เพราะคงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการสวยจากภายในแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นเราขอแนะนำผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผิว ลดสิว นอกจากหน้าใสแล้ว ยังได้ของแถมเป็นสุขภาพดีๆ ด้วยนะคะ แตงโม มีวิตามินเอ บี 6 และซี จึงช่วยให้ผิวสวย และสามารถกำจัดสิวได้เป็นอย่างดี มะนาว อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงให้ผิวกระจ่างใส ลดสิว และฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทับทิม มีสังกะสีที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว และยังมีวิจามินเอ อี ซี ที่ช่วยป้องกันและลดการเกิดสิวอักเสบ นอกจากนี้ยังทำให้รอยดำที่เกิดจากสิวจางลงอีกด้วย ฝรั่ง มีวิตาวินซีสูงมาก จึงช่วยสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวใส ไม่หมองคล้ำ ช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้สิวหายเร็วขึ้น และไม่ทิ้งรอยหรือหลุมสิวเอาไว้ ทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนด้วย เพราะช่วยลดไขมันในเลือด และช่วยรักษาโรคเบาหวาน ลิ้นจี่ มีสารโอลิโกนอล (Oligonol) ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอย และช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ลดการอักเสบของสิว ลดริ้วรอย และลดฝ้าแต่ไม่ควรทานลิ้นจี่สดมากเกินไป เพราะอาจเกิดอาการร้อนในได้

น้ำตาลหรือไขมัน อะไรอันตรายมากกว่ากัน!?

น้ำตาล ไขมัน อะไรอันตรายกว่า

ถ้าพูดเรื่องความอ้วนล่ะก็ ผู้ต้องหา 2 รายที่มักจะถูกเสนอชื่อ คงหนีไม่พ้นน้ำตาลและไขมันนี่แหละ เพราะเรามักจะเจอคู่หูคู่นี้ในอาหารแคลสูงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนม ของทอด อาหาร Junk food ต่างๆ แต่ถ้ามาดูแยกกันจริงๆ สองตัวนี้ใครร้าย ใครอันตรายมากกว่ากันนะ มาหาคำตอบกันค่ะ! ไขมันผิดเสมอจริงๆ หรือ? ไขมัน เป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นของร่างกาย ซึ่งให้พลังงานสูงกว่าสารอาหารอื่นๆ คือ ใน 1 กรัม ไขมันจะให้พลังงานมากถึง 9 แคลอรี่ ในขณะที่สารอาหารอื่นๆ มักจะให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 4 แคลอรี่เท่านั้น แต่ก่อนจะกล่าวโทษไขมันว่าเป็นสาเหตุของความอ้วน เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนนะคะ ว่าจริงๆ แล้วไขมันไม่มีอยู่แค่ชนิดเดียว แต่ไขมันมีทั้งแบบอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกันเลยล่ะค่ะ ไขมันร้ายแค่ไหน ไขมันที่เป็นตัวร้าย ก็คือไขมันชนิดอิ่มตัว หรือ ไขมันทรานส์ ที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งมักพบไขมันชนิดนี้ในอาหารประเภทเบเกอร์รี่ ไขมันจากสัตว์ ไขมันจากนม เนย ชีส น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว

ผักพื้นบ้านแคลเซียมสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน

ผักแคลเซียมสูง

ถ้าพูดถึงแคลเซียม เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะนึกถึงนมเป็นอันดับแรก แต่ว่าสำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มนมล่ะก็ เชื่อหรือไม่คะ ว่าในผักบางชนิดเองก็มีแคลเซียมสูงเหมือนกันนะ! และที่สำคัญ คือผักเหล่านั้นเป็นผักพื้นบ้านธรรมดาๆ ที่สามารถหาทานได้ง่ายๆ และแฝงตัวอยู่ในอาหารไทยของเราตั้งหลายเมนูเลยล่ะค่ะ อย่างที่เขาว่ากันแหละ ภูมิปัญญาไทย ทานอาหารเป็นยา ดูถูกไม่ได้เลยจริงๆ นะเนี่ย! ก่อนไปเรื่องผัก ทำไมแคลเซียมถึงสำคัญ? อย่างที่หลายๆ คนน่าจะพอรู้มาบ้างว่า แคลเซียม มีความสำคัญต่อร่างกายของเราอย่างมาก เพราะส่งผลต่อโครงสร้างของกระดูกและฟัน ทั้งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ มีความจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้โรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุนถามหา เราจำเป็นต้องรับแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันนะคะ คนปกติต้องการแคลเซียมราวๆ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้สูงอายุและคุณแม่ต้องครรภ์ที่ให้นมบุตร ต้องการแคลเซียมเพิ่มเป็น 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ใบชะพลู 100 กรัม มีแคลเซียม 601 มิลลิกรัม  ช่วยลดการปวดบวมของกล้ามเนื้อ ช่วยดับกลิ่นปาก แก้คัดจมูก ผักแพว 100 กรัม มีแคลเซียม 573 มิลลิกรัม อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ยอดแค 100 กรัม มีแคลเซียม

คนแต่ละวัย ต้องนอนเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ?

คนแต่ละวัย ต้องนอนเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

เพราะเรื่องนอนคือเรื่องใหญ่ เราทุกคนรู้ดีว่าตั้งแต่สมัยเรียนมาจนทำงาน วันไหนนอนน้อยมีอันต้องทั้งเบลอ ทั้งอ๊องไปทั้งวัน แถมยังเสียสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย แต่ทุกคนรู้หรือเปล่าคะ ว่าที่จริงแล้ว ในช่วงวัยที่แตกต่างกัน คนเราต้องการเวลาพักผ่อนต่างกันอยู่นิดหน่อยนะ ถ้าอยากรู้ว่าวัยอย่างเราๆ ต้องนอนนานแค่ไหนถึงจะพอ เราหาคำตอบมาไว้ให้แล้วจ้า! ข้อมูลเรื่องเวลานอนของแต่ละช่วงวัย ที่เราเอามาฝากทุกคน เป็นข้อมูลที่เผยแพร่โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เป็นข้อแนะนำของ ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ว่าในแต่ละวัยมีความต้องการจำนวนชั่วโมงในการนอนหลับแตกต่างกันอยู่นิดหน่อย ซึ่งมีรายละเอียดตามนี้เลยค่ะ เด็กแรกเกิด ต้องการการนอนหลับ 20 ชั่วโมง ขึ้นไป ขวบปีแรก ต้องการการนอนหลับ 12 ชั่วโมง ขึ้นไป เด็กวัยประถม ต้องการการนอนหลับ  9-11 ชั่วโมง เด็กวัยมัธยม ต้องการการนอนหลับ 10 ชั่วโมง เด็กมหาวิทยาลัย ต้องการการนอนหลับ 7-9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ตอนต้น ต้องการการนอนหลับ 7-9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ตอนกลาง ถึงตอนปลาย ต้องการการนอนหลับ 7-8

อาหารที่กินเข้าไปย่อยนานแค่ไหน?

อาหารแต่ละชนิด ใช้เวลาย่อยนานแค่ไหน

ทุกคนเคยนึกสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมเวลาเรากินเนื้อปลา ผ่านไปสักพักเราก็รู้สึกหิวอีกแล้ว ในขณะที่ถ้ามื้อไหนทานเนื้อวัวหรือเนื้อหมูเยอะๆ เรากลับรู้สึกอยู่ท้องและอิ่มนานกว่า นั่นเป็นเพราะว่าอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาย่อยแตกต่างกันค่ะ ซึ่งเราก็ได้ทำสรุปรวมอาหารที่นิยมทานกันบ่อยๆ มาให้ทุกคนดูแล้ว ว่าแต่ละอย่างใช้เวลาย่อยนานแค่ไหน จะได้จัดสรรมื้ออาหารในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสมค่ะ น้ำเปล่า ถ้าเป็นเวลาท้องว่าง การดื่มน้ำเปล่า ร่างกายแทบจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีเลยล่ะค่ะ ดังนั้นเราถึงเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านแนะนำให้ดื่มน้ำสักแก้วทันทีหลังตื่นนอน ก็เพื่อช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับร่างกาย และเราขอแนะนำให้ดื่มน้ำสักแก้วก่อนมื้ออาหารหลักๆ สักครึ่งชั่วโมง เพื่อช่วยจำกัดความอยากอาหารลง เหมาะสำหรับใครที่กำลังไดเอทค่ะ น้ำผลไม้ สมูทตี้ หรือน้ำซุปใส น้ำผลไม้หรือน้ำซุปใส จะใช้เวลาย่อยประมาณ 15 – 20 นาที เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเส้นใยไม่มากนัก แต่ทานมากก็ต้องระวังในเรื่องของน้ำตาลด้วยนะคะ ส่วนสมูทตี้ทั้งหลายจะมีกากใยเพิ่มขึ้นมาหน่อย เลยใช้เวลาย่อยอยู่ที่ประมาณ 20 – 30 นาทีค่ะ ผลไม้                ผลไม้อย่างแตงโมจะใช้เวลาย่อยประมาณ 20 ในขณะที่ ส้ม องุ่น หรือกล้วยจะใช้เวลาย่อยประมาณ  30 นาที ส่วนพวกแอปเปิ้ล แพร์ เชอร์รี่หรือกีวี่จะใช้เวลาย่อยประมาณ 40 นาที ผัก พวกผักสลัดที่มีน้ำมาก อย่างผักกาด

ผักผลไม้ 5 สี ทานให้ครบ ช่วยต้านโรคได้

ผัก 5 สี ต้านโรค

ถ้าพูดถึงการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่เราจะไม่พูดถึงการรับประทานผักและผลไม้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินแร่ธาตุและกากใยอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่นอกจากประโยชน์ที่พูดว่าแล้วในผักและผลไม้ยังมี “สารต้านอนุมูลอิสระ” ที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านการเสื่อมสภาพของเซลล์และป้องกันสารพัดโรคร้ายได้อีกด้วย ซึ่งในผักและผลไม้แต่ละสีก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราก็ได้รวบรวมมาไว้ให้แล้วว่าในแต่ละสีช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง! สีขาว   มีสารแซนโทน (Xanthone) กรดไซแนปติก (Synaptic acid) และ อัลลิซิน (Allicin) ลดอาการปวดข้อเข่า ลดคลอเรสเตอรอล ลดความดัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร กระเทียม ถั่วงอก หอมหัวใหญ่ หัวไชเท้า ผักกาดขาว สาลี่ เงาะ สีแดง มีสารไลโคปีน (Lycopene) และ เบตาไซซีน (Betacycin) ที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า และมากกว่ากลูตาไธโอนถึง 125 เท่า ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ชะลอความเสื่อมของดวงตา มะเขือเทศ พริกหวาน พริกชี้ฟ้า แตงโม สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ องุ่นแดง สีส้ม / เหลือง

ประโยชน์ของส้มแต่ละชนิด พร้อมวิธีเลือกให้ได้ผลหวานอร่อย!

ประโยชน์และวิธีเลือกส้มแต่ละชนิด

เดี๋ยวนี้โรคภัยมันเยอะ เสริมภูมิคุ้มกันให้ตัวเองด้วยการทานผลไม้อุดมวิตามินซีอย่างส้มกันเถอะ! แต่ว่านะ อยากจะซื้อส้มมากินทั้งที ก็อยากจะได้ที่มันหวานๆ กินแล้วไม่เปรี้ยวเสียอารมณ์ใช่ไหมล่ะคะ ไม่ต้องกังวลไปค่ะ สำหรับใครที่เลือกส้มไม่ถูก เราได้รวบรวมวิธีเลือกส้มให้หวานอร่อยมาฝากทุกคนแล้ว ส้มเขียวหวานบางมด    เป็นส้มที่มีลักษณะฉ่ำน่ำ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว กลิ่นส้มจะชัดมาก มักนิยมเอามาทำน้ำส้มคั้น มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการกระหายน้ำ ช่วยป้องกันหวัดและการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดคอเลสเตอรอลในเลือด และยังมีไฟเบอร์สูง ที่ดีต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย หนึ่งผล มีน้ำตาล 11.3 กรัม วิธีเลือก ต้องไม่นิ่มมาก มีลายสีน้ำตาล ลูกโต ผิวสีเหลืองทอง          ส้มสายน้ำผึ้ง     เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงมีลักษณะคล้ายกับส้มเขียวหวาน เนื้อแน่น สีสันสวย รสชาติจะออกหวานนำชัดกว่า เจือรสเปรี้ยวนิดๆ มีน้ำมาก วิตามินซีสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและมีกากใยสูง เป็นส้มที่มีน้ำตาลเยอะที่สุด หนึ่งผลมีน้ำตาลถึง 12.9 กรัม วิธีเลือก ต้องผิวตึงและไม่หนา ขั้วไม่เขียวเกิน ลูกไม่โตมาก ส้มแมนดาริน   ส้มพันธุ์นี้มีสีส้มเหลือง เปลือกปลอกง่ายและไม่ค่อยมีเมล็ด รสชาติหวานฉ่ำ ทานแล้วชุ่มคอ ทั้งยังมีเส้นใยสูง จึงช่วยในเรื่องของระบบช่วยขับถ่ายได้เป็นอย่างดี รวมถึงอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด

ผลไม้สีแดง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย!

ผลไม้สีแดง

เรื่องของอายุนี่มันห้ามกันไม่ได้จริงๆ ความแก่ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือริ้วรอยต่างหาก! แต่เราสามารถยื้อเวลาให้สิ่งไม่พึงประสงค์แบบนี้มาหาเราช้าลงได้ ด้วยการเลือกรับประทานผลไม้ที่มีสีแดง เนื่องจากผักและผลไม้สีแดงจะอุดมไปด้วยสารที่เรียกว่า ไลโคปีน  (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้ รู้แบบนี้แล้ว เลือกทานให้เป็น ริ้วรอยก่อนวัยก็ไม่ถามหาค่ะ! สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไรกันนะ? จริงๆ แล้ว ร่างกายของเราสามารถสร้างสารอนุมูลอิสระเองได้ แต่อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นเราจึงต้องเลือกรับประทานอาหารรับที่อุดมไปด้วยสรต้านอนุมูลอิสระทั้งหลาย เพื่อช่วยลดและชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนั้นสามารถพบได้ในผักและผลไม้หลายชนิด เราจะมาแบ่งให้ดูเป็นแต่ละสีนะคะ ผักและผลไม้สีเหลืองและส้ม อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ ช่วยบำรุงสายตา และช่วยฆ่าเชื้อ ป้องกันไวรัส เพิ่มภูมิคุ้มกัน ผักและผลไม้สีเขียว อุดมไปด้วยคลอโรฟิล มีส่วนช่วยในการมองเห็น เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ยังทั้งช่วยช่วยลดคลอเรสเตอรอลด้วย ผักและผลไม้สีแดง อุดมไปด้วยไลโคปีน แอนโทไซยานิน ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และชะลอการเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง ผักและผลไม้สีขาว-สีน้ำตาล อุดมไปด้วย สารอัลลิซิน และแร่ธาตุซีลีเนียม มีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ผักและผลไม้สีม่วงหรือสีน้ำเงิน อุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน และฟีโนลิค ช่วยป้องกันการเกิดโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ

5 อาการเตือน เราแพ้ฝุ่น PM 2.5 รึเปล่า?

อาการแพ้ PM2.5

หลังจากหายไปพักนึง ตอนนี้เจ้าฝุ่น PM 2.5 ก็ได้กลับมาสร้างมลภาวะทางอากาศให้พวกเราอีกจนได้! แบบนี้ต้องช่วยกันเตือน ช่วยกันดูแลนะคะ ใครที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือแพ้ง่าย ต้องห้ามลืมสวมหน้ากากอนามัยออกจากบ้านกันนะคะ! เช็คสัญญาณเตือน เราแพ้ฝุ่น PM 2.5 รึเปล่า? ต้องบอกก่อนเลยว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพตอนนี้ มีมากเกินค่ามาตรฐาน จนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเจ้า PM 2.5 นี้ก็คือซึ่งฝุ่นขนาดเล็ก ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้โดยตรงผ่านการหายใจ ซึ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพและทางเดินหายใจของเราอย่างมาก! อาการแพ้ที่แสดงออกทางผิวหนัง เราอาจรู้สึกระคายผิว เกิดเป็นตุ่มผื่น นูนแดงกระจายบนผิวหนัง อาการแพ้ที่แสดงออกทางดวงตา อาจพบอาการตาแดง เปลือกตาบวม มีน้ำตาไหล หรือใต้ตาช้ำ และมีสีคล้ำขึ้น อาการแพ้ที่แสดงออกทางระบบทางเดินหายใจ เป็นระบบที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ซึ่งอาจมีอาการคันและแน่นในโพรงจมูก แน่นหน้าอก ไอ จาม รวมถึงมีน้ำมูกแบบใสๆ ป้องกัน PM 2.5 ยังไงดี? สวมหน้ากากกรองฝุ่นชนิด N95 หรือหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กได้ หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ป้องกันฝุ่นละอองเข้าบ้าน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย

ผักชนิดไหนควรกินสด หรือกินสุก?!

ควรกินผักสดหรือผักสุก

ขึ้นชื่อว่าผัก ยังไงก็มีทั้งประโยชน์และใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพแน่นอนอยู่แล้ว เชื่อว่าใครหลายๆ คนน่าจะมีความเชื่อว่าการทานผักสดๆ จะให้ประโยชน์กับร่างกายมากที่สุด เพราะไม่สูญเสียวิตามินและแร่ธาตุไป? แต่จริงๆ แล้วกับผักบางชนิด การทานสุกกลับให้ประโยชน์มากกว่านะคะ หรือในบางเคสกินดิบๆ ยังจะกลายเป็นให้โทษได้อีกด้วย วันนี้เราเลยจะมาสรุปให้ทุกคน ว่าผักชนิดไหนควรกินสดหรือกินสุก! ผักที่ควรกินแบบสุก หรือผ่านความร้อน แครอท แครอทเป็นผักที่มีเบตาแคโรทีนสูงมากๆ ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบและป้องกันเชื้อโรค การรับประทานแบบสุก ไม่ว่าจะต้ม นึ่ง หรือวิธีอื่นๆ  ความร้อนจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ของแครอททำให้ร่างกายการดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น ทำให้เราได้รับปริมาณเบตาแคโรทีนที่สูงขึ้นกว่าการทานดิบ มะเขือเทศ สารไลโคปีนในมะเขือเทศสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และบำรุงหัวใจ เป็นอีกสารหนึ่งที่ความร้อนสามารถเข้าไปทำลายผนังเซลล์และเปลี่ยนแปลงให้ไลโคปีนอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ดังนั้นกินมะเขือเทศแบบสุกจึงให้ประโยชน์มากกว่าแบบดิบ ถั่วงอก เป็นหนึ่งในผักที่คนนิยมทานดิบกันมากๆ แต่รู้ไหมคะว่าในถั่วงอกดิบนั้นมีสารที่ชื่อว่า กรดไฟติก (Phytic acid) ที่สกัดกั้นการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ทำให้เราได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ควร นอกจากนี้ถั่วงอกดิบยังมีโอกาสปนเปื้อนสารฟอกขาว ที่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจไม่สะดวก ความดันต่ำ และปวดท้องได้ กะหล่ำ / บล็อกโคลี่ / คะน้า บ้านตระกูลกะหล่ำ ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ หรือคะน้า เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เราควรจะรับประทานแบบสุก