ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง ลดได้กี่แคลอรี่?

ช่วงนี้ต้องฟิตร่างกายกันหน่อยนะ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น แถมยังช่วยลดไขมัน สร้างกล้ามเนื้อที่กระชับให้ผู้ที่อยากลดน้ำหนักได้อีกด้วย ว่าแล้วไปดูหน่อยสิว่าวิธีออกกำลังกายที่นิยมทำลดได้กี่แคล? หากออกในเวลาหนึ่งชั่วโมง ทั้งนี้อัตราการเผาผลาญขึ้นอยู่กับระดับของพลกำลังที่ออก เพศ สุขภาพ อายุ และน้ำหนักด้วยเช่นกัน ปริมาณการเผาผลาญใน 1 ชั่วโมง เดิน 245 Kcal ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการเดินธรรมดานี่แหละ ช่วยเผาผลาญได้จริง แถมยังทำได้แทบทุกเพศ ทุกวัย แต่ระยะเวลาการเดินอาจต่างกันออกไป โดยเวลา 1 ชั่วโมง ถ้าทำทุกวันในหนึ่งสัปดาห์ก็ได้ตัวเลขลดแคลไม่น้อย (ควบคู่กับการคุมอาหาร) นอกจากนี้ถ้าอยากลดมากขึ้น สามารถเพิ่มระดับความชันได้ หรือจังหวะเดินที่เร็วขึ้น จะทำให้เราออกแรงมากขึ้นตามนั่นเอง วิ่ง 560 Kcal เป็นการวิ่งช้าสลับเร็ว และได้การเผาผลาญค่อนข้างหลายส่วน เพราะเราใช้กำลังตัวเองเกือบทุกส่วน และปอดแข็งแรงขึ้น ส่วนวิธีนี้จะได้ตัวเลขสูง อยากลดได้เยอะ ก็ต้องปรับระดับความเร็วด้วยเช่นกัน ถ้าวิ่งเร็วต่อเนื่อง สามารถเผาผลาญได้เกือบ 1,000 Kcal ในเวลาหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้เราควรประเมินสุขภาพเบื้องต้นด้วยนะว่าไหวแค่ไหน ปั่นจักรยาน 420 Kcal หากต้องการลดได้เท่านี้จะต้องเป็นการปั่นจักรยานที่ค่อนข้างทำความเร็ว แต่ไม่ถึงกับนักแข่งกีฬานะ อยู่ในระดับ 2-3 ให้รู้สึกเหงื่อออก

คาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง เลือกเล่นอันไหนดี?

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการออกกำลังกาย อาจกำลังสับสนว่าจะต้องเลือกเล่นคาร์ดิโอ หรือเวทเทรนนิ่งดี การออกกำลังกาย 2 ชนิดนี้ต่างกันยังไง? และแบบไหนเหมาะกับใคร? มาค่ะเราสรุปไว้ให้แล้ว เมื่อดูจากตารางจะรู้ได้ว่าจริงๆแล้วการออกกำลังกายทั้งสองชนิดมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ดังนั้นสำหรับใครที่อยากดูแลรูปร่างพร้อมกับมีสุขภาพที่แข็งแรงเราแนะนำให้ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเพื่อประโยชน์แบบสูงสุด คำแนะนำและข้อควรระวัง คาร์ดิโอ ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เพราะอาจะเกิดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพระหว่างเล่นได้ ทางที่ดีแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอประจำตัวก่อนจะดีที่สุด อีกทั้งคาร์ดิโอบางชนิดมีแรงกระแทกสูง อาทิ การวิ่ง กระโดดเชือก คนมีปัญหาข้อต่อ หลัง หรือหัวเข่าควรเลี่ยงเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บได้ หากอยากออกกำลังกายชนิดนี้เราแนะนคาร์ดิโอที่มีแรงกระแทกต่ำ อย่างว่ายน้ำหรือขี่จักรยานน่าจะเหมาะกว่า เวทเทรนนิ่ง หลายคนมักเข้าใจผิดว่ายิ่งทำได้มากเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น แต่จริงๆแล้วอาจเสี่ยงการบาดเจ็บ เช่นกล้ามเนื้อฉีก เคล็ด กระดูกหักได้ ทางที่ดีเราแนะนำสำหรับใครที่เพิ่งเริ่มฝึกให้เน้นการทำท่าทางให้ถูกต้องก่อนจะดีที่สุด เพราะนอกจากจะลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บแล้ว ยังช่วยให้เราสามารถบริหารร่างกายได้ถูกส่วน หากทำจนชำนาญอาจเพิ่มน้ำหนัก หรือความถี่ได้

อยู่บ้านก็ผอมได้ 8 คลิป 8 ช่องน่าลองออกกำลังกายตาม

หนักอกหนักใจ ยังไม่เท่ากับน้ำหนักที่เพิ่ม!!! ไหนใครอยู่บ้าน หรือ Work at Home แล้วน้ำหนักขึ้นบ้าง ทำงานไป กินไป ช้อปไป รู้ตัวอีกทีก็ตราชั่งฟ้องว่า #พักก่อน พักกินและมาออกกำลังกายกันก่อน แต่เอ๊ะ!!! จะออกกำลังกายยังไงในเมื่อฟิตเนสปิด มาค่ะสะกดจิตตัวเองให้ลุกจากเตียง เดินออกจากโซฟา สละเวลา 30-60 นาที/วัน และทำตามคลิปเหล่านี้กัน ใครชอบแบบเรียกเหงื่อ สร้างกล้ามเนื้อ ยืดเส้น หรือ บาลานซ์ร่างกาย จิ้มคลิปข้างล่างได้เลย Beauty See First รวมช่องทาง และคลิปที่สามารถทำตามง่ายๆ ไว้ให้คุณแล้ว คาดิโอลดไขมัน เรียกเหงื่อ 25 นาที ด้วยอุปกรณ์รอบตัวถ้าอยากหุ่นแบบใครให้ออกกำลังกายตามคนนั้น ฉะนั้นใครมีสาวเบเบ้-ธันย์ชนก เป็นไอดอลให้ดูคลิปนี้ เป็นการคาดิโอแบบเรียกเหงื่อ ลดไขมัน 25 นาทีเน้นๆ เนื้อๆ ตั้งแต่วอร์มอัพ ไปจนถึงคลูดาวน์ ซึ่งทำแค่วันละ 1 ครั้งก็เท่ากับเผาผลาญได้มาก 300-400 แคลลอรี่ จุดเด่นคือ เบเบ้จะบอกท่าที่จะออกก่อนเริ่มทำเพื่อให้ทุกคนได้ทำทัน

IF, Keto, Paleo หรือ Atkins ลดน้ำหนักแบบไหน ได้ผลมากกว่ากัน

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว วิธีการที่สาวๆ นิยมกันมากในควบคุมน้ำหนัก คือ การทานอาหาร หรืองดอาหารตามช่วงเวลา ซึ่งปัจจุบันมีหลายรูปแบบด้วยกัน อาทิ การกินไขมันแบบ Keto, เลือกช่วงเวลาแบบ IF, กินผักผลไม้แบบ Paleo หรือ กินโปรตีนสูงแบบ Atkins ซึ่งมีรูปแบบ ข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน ฉะนั้นวันนี้มาดูกันสิว่า ตัวเรานั้นเหมาะกับการกินแบบไหน? IF งดอาหารในช่วงเวลา เพื่อเร่งการเผาเผลาญIF คือ การงดอาหารระยะสั้นเพื่อเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยลดระดับอินซูลิน เพิ่ม Growth Hormone โดยไม่เสียมวลกล้ามเนื้อ และทำให้แข็งแรงในระยะยาวกินแบบนี้เอง : ว่าด้วยวิธี หรือ ช่วงเวลาที่นิยมเลย คือ งด 16 ชั่วโมง และกิน 8 ชั่วโมง (ช่วงเวลาสามารถเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการงดของตัวเอง) โดยช่วงเวลาที่สามารถทานอาหารได้ ก็จะกินอะไรก็ได้ ไม่ต้องงดแป้ง งดน้ำตาล งดของที่ชอบใดๆ แต่จำกัดช่วงเวลาการทานของตัวเองแบบมีวินัยก็พอเหมาะกับใคร : คนลดน้ำหนักในระยะยาว ช่วยฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม

ออกกำลังกายลดน้ำหนักทำไมไม่ลด ปัญหาที่หลายคนยังเจอ

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายลดน้ำหนัก เป็นสิ่งต้นๆ ที่คนลดน้ำหนักจำเป็นต้องทำ แต่กลายเป็นเรื่องที่คนลดน้ำหนักค้นหาคำตอบไม่น้อยว่า ทำไม๊ทำไม? เราก็ฟิตแล้วนะ ออกกำลังกายเช้าเย็นแต่หุ่นยังไม่ลด ยังดูมีไขมันส่วนเกินอยู่เลย วันนี้ลองมาเช็คข้อเหล่านี้ดูว่า ถึงเราจะฟิตแล้วแต่ยังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่รึเปล่า?! ลองสังเกตการกินดูอีกครั้งการลดน้ำหนักนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการควบคุมอาหารที่ดีด้วยเช่นกัน โดยไม่ต้องอด แต่ให้ลดบางอย่างที่ทำให้ไขมัน หรือแป้งเราเพิ่มขึ้นแทน เช่น การลดทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งอาจทำให้มีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไป รวมถึงของทอดของมันควรเปลี่ยนเป็นของต้ม ปรุงรสน้อยๆ รวมถึงอาหารเค็มก็มีโอกาสทำให้เราดูบวม หรืออ้วนขึ้นได้ เนื่องจากโซเดียมจะกระตุ้นการผลิตสารความสุขในร่างกาย ทำให้เราอยากอาหารมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย ก็ทำให้การออกกำลังกายเราไม่ได้ผลเท่าที่คาดหวัง เพราะน้ำเป็นตัวที่เพิ่มการเผาผลาญได้ดีขึ้น และลดโอกาสความอยากดื่มน้ำที่มีน้ำตาลสูงอีกด้วย แถมหลายคนฟิตมาก ออกกำลังกายหนักหน่วง แต่พอออกเสร็จก็ทานมากกว่าเดิมซ่ะอีก อาหารก็คุมแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผลที่น่าพอใจออกกำลังกายก็ออก อาหารก็คุม แต่ไม่ลด ต้องหันไปดูพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ในแต่ละวันควบคู่ไปด้วย เพราะทุกอย่างล้วนมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกายเราทั้งสิ้น ซึ่งเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพการออกกำลังกายได้เช่นกัน อย่างการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด รู้จักผ่อนคลาย รวมถึงการออกกำลังกายผิดท่า ก็อาจไม่ได้ผล และทำให้เราบาดเจ็บได้ และมาดูว่าถ้าเราไม่ออกกำลังกาย และเลือกอดอาหารแทน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร CLICK

พิลาทิส VS โยคะ ต่างกันยังไง…เล่นแบบไหนดีกว่ากัน?!

หลายคนสงสัย และอาจยังสับสนว่า พิลาทิส (Pilates) กับโยคะ (Yoga) นั้นเหมือนกันหรือไม่ แล้วทั้งสองต่างกันยังไงซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองศาสตร์ของการออกกำลังกายนี้มีความคล้ายกันมาก เพราะจะเน้นในเรื่องของการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ และยังช่วยปรับสมดุล ฝึกร่างกาย และจิตใจ ให้แข็งแรงด้วยการทำท่าต่างๆ โดยเน้นการหายใจเข้ามาช่วยในการออกกำลังกายมากขึ้นดังนั้นเราจึงหาคำตอบมาให้ว่า ทั้งสองศาสตร์นี้ แตกต่างกันอย่างไร เล่นแบบไหนจะดีกว่ากัน ไปดูกันได้เลยค่ะ พิลาทิส (Pilates)เป็นการออกกำลังในรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของสาวๆ อยู่ในขณะนี้ โดยการออกกำลังกายแบบพิลาทิสนั้นเกิดจากการคิดค้นชายชาวเยอรมัน “โจเซฟ พิลาทิส” (Joseph Pilates) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะมีการโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อแกนกลางร่างกายเพื่อสร้างความสมดุล และเพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังทรงรูปร่างได้ เน้นในเรื่องลมหายใจ การจัดวางของกระดูกสันหลัง สร้างความแข็งแรงให้กับแกนกลางร่างกาย โดยมีการผสมผสานรูปแบบการออกกำลังที่หลากหลาย ที่เขาได้ศึกษา และฝึกฝนเองมามากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นการผสมผสานของศาสตร์โยคะ, การฝึกสมาธิแบบเซน และระบบกายวิภาคของกรีกโรมัน เพื่อช่วยให้ผู้เล่นปราศจากอาการบาดเจ็บ ทำให้รูปแบบการออกกำลังกายของเขาประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถออกกำลังกายหนัก ๆ ได้แต่ต้องการออกกำลังกายเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ได้ส่วนไหน การเล่นพิลาทิสจะช่วยเพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เน้นบริหารกล้ามเนื้อลำตัว และหน้าท้องเป็นหลัก

ตารางเช็คอายุกับการออกกำลังกายให้พอดีกับหัวใจ

ก่อนหน้านี้เราเคยเขียนเรื่องการออกกำลังกายตามโซนมาแล้ว ซึ่งจะแบ่งตามเปอร์เซนต์อัตราการเต้นของหัวใจ สมมติเราออกกำลังกายในโซนหนึ่งเพื่อการผ่อนคลายร่างกาย ในโซนนี้แนะนำให้มีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ประมาณ 50 – 60% ของเต้นของหัวใจสูงสุดหรือตัว Maximun Heart Rate (MaxHR) ซึ่งจะผันแปรไปตามอายุ แนะนำให้อ่านเรื่องโซนทางนี้ก่อน CLICK แต่ตัวเลขเปอร์เซนต์ที่ว่านี้มันจะเท่ากับเท่าไรของการเต้นของหัวใจเราต่อครั้งกันล่ะ เดี๋ยวเรามาดูวิธีคิดกัน และเทียบตามตารางด้านล่างได้เลย สูตรการคำนวณคือ (220 – อายุ) x เปอร์เซนต์อัตราการเต้นของหัวใจตามโซนที่เราต้องการฝึก ซึ่งตัวเลขของสูตรที่เราให้คิด 220 – อายุก็คือตัว Maximun Heart Rate ของช่วงอายุเรา แล้วนำกลับมา x กับเปอร์เซนต์ที่เราต้องการนั่นเอง แต่สูตรนี้ก็มีข้อจำกัดในคนที่อายุเท่ากัน จึงมีอีกสูตรให้คำนวณเพื่อให้เฉพาะบุคคลเพิ่มเติม ในผู้ที่มีอายุเท่ากันก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักที่เท่ากัน หรือที่เรียกว่า Resting Heart Rate (RHR) ด้วยหลายๆ ปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ น้ำหนัก ความฟิต หรือโรคประจำตัวบางโรค ทำให้เราอาจต้องคำนวณตัว RHR เข้าไปด้วย จึงเป็นที่มาว่า เราอายุเท่ากันแต่เหนื่อยไม่เท่ากัน

ลดน้ำหนัก 100 แคลอรี่ ใช้เวลากี่นาที? ในการฝึกแต่ละแบบ

หลายคนออกกำลังกายก็อยากได้ผล โดยเฉพาะการลดน้ำหนัก แต่การฝึกออกกำลังกายก็มีหลายวิธี งั้นมาดูว่าวิธีไหนช่วยลด 100 แคลอรี่ได้ในเวลากี่นาทีกันนะ แนะนำวิธีการออกกำลังกาย โยคะ 45 นาที เป็นการเน้นโยคะเพื่อความผ่อนคลาย พักผ่อนจิตใจ ฝึกในห้องที่อุณหภูมิปกติที่บ้าน แต่หากโยคะร้อนจะสามารถเบิร์นได้ 100 แคลอรี่ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น โดยเฉพาะตามคลาสที่มีสอนโยคะร้อนจะค่อนข้างได้ผลดี เต้น 25 นาที ในเลเวลช้าๆ ค่อยๆ ขยับตามเสียงเพลง แต่ถ้าหากเต้นเพลงที่เร็วขึ้น กึ่งไปทาง Zumba จะสามารถเบิร์นได้เร็วขึ้นใช้เวลาเพียง 9 นาทีเท่านั้น เนื่องจากการเต้นที่จังหวะเร็วสลับช้าถือว่าเป็นการคาร์ดิโออย่างหนึ่ง กระชับสัดส่วนได้ดี ได้ขยับกล้ามเนื้อทุกส่วน ปั่นจักรยาน 24 นาที เป็นการปั่นจักรยานในความเร็วปกติ พูดรู้เรื่อง มีเหงื่อซึมๆ แต่หากปั่นเร็วขึ้นคาดว่าจะลดได้มากถึง 100 แคลอรี่ในเวลาเพียง 7.5 นาทีเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ควรจะเริ่มจากการค่อยๆ ปั่นช้าๆ แล้วไล่ระดับความเร็วเท่าที่ร่างกายรับได้ เพื่อลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บ ว่ายน้ำ 20 นาที อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ได้ทุกส่วนและยังลดการกระแทกของร่างกาย ยิ่งว่ายเร็วก็ยิ่งลดน้ำหนักได้มาก โดยคาดว่าการว่ายน้ำในระดับค่อนข้างเร็ว

ลดน้ำหนัก หรือเน้นหัวใจ ลองดูข้อมูลการวิ่งตามโซน

ลดน้ำหนัก

คงเคยได้ยินเรื่องการวิ่งตามโซนกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้จะขอมาขยี้ให้เข้าใจมากขึ้นอีกครั้ง และมาดูกันว่าหากอยากให้ร่างกายแข็งแรง เหมาะกับการลดน้ำหนัก และฟิตสุดๆ จะเลือกวิ่งโซนไหนดี!? การออกกำลังกายจะแบ่งเป็น 5 โซนตามอัตราการเต้นของหัวใจ Zone 1 Basic เป็นการวิ่งช้าๆ หรือเดินช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 20-40 นาทีต่อการวิ่งหนึ่งครั้ง โดยเราสามารถวิ่งได้ทุกวันเพื่อการเสริมสุขภาพทั่วไป ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือหอบ สามารถพูดคุยได้ปกติ โดยอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดควรอยู่ที่ 50-60% ช่วยเผาผลาญประมาณ 1-3 Kcal ต่อนาที Zone 2 Endurance Training วิ่งเร็วขึ้นเล็กน้อย เพื่อเพิ่มระดับความเหนื่อย ให้พอมีเหงื่อบ้าง ร่างกายจึงกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อก็ไม่ได้ทำงานมากไป เหมาะกับผู้ที่เริ่มอยากใช้วิธีวิ่งในการฝึกออกกำลังกาย นอกจากนี้จะมีการดึงไขมันมาใช้เช่นกัน จึงให้การเผาผลาญมากขึ้นประมาณ 4-6 Kcal ต่อนาที ควรฝึก 20-40 นาที และระดับอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด 60-70% ของการเต้นของหัวใจสูงสุด Zone 3 Aerobic วิ่งเร็วขึ้นอยู่ในระดับปานกลาง โซนนี้แหละที่จะช่วยการเผาผลาญไขมันได้ดีมาก และยังเหมาะกับคนทั่วไปที่อยากใช้วิธีการวิ่งในการลดน้ำหนักเลย นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายฟิตขึ้น อึดขึ้น

ออกกำลังกายตอนเช้า หรือ เย็น เวลาไหนดีกว่ากัน

ขึ้นต้นว่าออกกำลังกายไม่ว่าจะเช้า หรือ เย็น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีว่าไหมคะ เพียงแต่ละช่วงเวลานั้นมีข้อดี และให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราเลยเอาใจสายสปอร์ต หรือ หนุ่มสาวที่กำลังเริ่มต้นออกกำลังกาย ด้วยการเทียบความต่างของการออกกำลังกายตอนเช้าและตอนเย็น พร้อมสรุปข้อดี ข้อเสีย และผลลัพธ์ มาให้ได้ลองศึกษากัน ต้องบอกว่าปัจจุบันมีหลากหลายทฤษฎีที่ออกมาถกเถียงกันเรื่องของเวลา ว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ควรออกกำลังกายช่วงไหนถึงดีกว่ากัน เอาจริงแล้วการออกกำลังจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เวลาเป็นเพียงตัวแปรเล็กๆ เท่านั้น ใจความสำคัญของการออกกำลังกายอยู่ที่ความสม่ำเสมอต่างหาก เพราะไม่ว่าช่วงเวลาไหน การออกกำลังกายก็มีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดภัยจากโรค เพียงแต่ละช่วงเวลานั้นให้ประโยชน์ในแต่ละด้านที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ ออกกำลังกายในตอนเช้า ดีอย่างไร?1.วางแพลน กำหนดเวลา ทำกิจวัตรอื่นๆ ต่อได้ง่ายคุณอาจจะต้องตื่นไวขึ้น เพื่อมาออกกำลังกาย จะช่วยสร้างวินัยให้ตัวเอง และทำให้ในหนึ่งวันคุณสามารถทำอะไรได้เยอะขึ้น โดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่ง หรือ กังวลระหว่างวันอีกด้วย 2.เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการเผาผลาญระหว่างวันเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการเผาผลาญพลังงาน ช่วยในการดึงไขมันสะสมระหว่างวันมาใช้ได้มากขึ้น ทำให้ช่วงเวลานี้เหมาะกับคนที่ควบคุมน้ำหนัก  หรือลดน้ำหนัก เนื่องจากเราพบว่าการออกกำลังกายตอนเช้าส่งผลในเรื่องของฮอร์โมนที่ร่างกายสร้าง ซึ่งจะสัมพันธ์กับ biological clock ในสมอง ในการสร้างฮอร์โมน