อาบน้ำ

มาหาคำตอบกัน! สบู่เหลวกับสบู่ก้อน จริงๆ แล้วแตกต่างกันอย่างไร?

สบู่ก้อน สบู่เหลว ต่างกันอย่างไร

เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าเจ้าสบู่ก้อนกับสบู่เหลว จริงๆ แล้วมันแตกต่างกันที่ตรงไหนแน่ แล้วเราควรจะเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเองมากที่สุดล่ะ? วันนี้เราจะขออาสาพาทุกคนมาดูข้อแตกต่างระหว่างสบู่ทั้ง 2 ชนิด ดูสิว่าที่เคยเลือกมาตลอดเนี่ยตอบโจทย์แล้วจริงๆ รึเปล่า! ก่อนอื่นเลยต้องขอบอก่อนนะคะ ไม่ว่าจะสบู่เหลว หรือสบู่ก้อนต่างก็มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกันในแง่ของการทำความสะอาดหรือลดแบคทีเรียบนร่างกายของเรา เนื่องจากทั้งสองสบู่มีสารที่เรียกว่า “สารลดแรงตึงผิว (Surfactant)” ที่จะจับตัวกับน้ำมันและสิ่งสกปรก ก่อนจะถูกชะล้างออกไปพร้อมกับน้ำนั่นเอง ทีนี้ในเมื่อสามารถทำความสะอาดร่างกายของเราได้พอๆ กัน เราก็จะมาพูดถึงความแตกต่างของสบู่ทั้งสองชนิดกันบ้าง! สบู่ก้อน ตัวเลือกที่สำหรับคนรักการขัดถู! สบู่แบบดั้งเดิม ก็ต้องสบู่ก้อนนี่แหละ! โดยทั่วไปแล้วสบู่ก้อนได้มาจากการนำกรดไขมันพืชหรือสัตว์มาผ่านกระบวนการเพื่อแปรรูปให้กลายเป็นสบู่ มักมีราคาถูกกว่าสบู่เหลว แต่ที่น่าสนใจก็คือ สบู่ก้อนส่วนมาก มักมีค่า pH สูง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สบู่ก้อนจะมีค่าความเป็นด่างมากกว่าค่า pH ของผิวหนังเรานั่นเอง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังอาบน้ำหรือล้างมือด้วยสบู่ก้อน เราจะรู้สึกว่าผิวแห้งตึงมากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้สบู่เหลว (แต่ในปัจจุบันก็มีสบู่ก้อนหลายยี่ห้อที่พัฒนาค่า pH ของตัวเองให้ต่ำลงแล้วนะ แต่ราคาก็ต้องปรับตามคุณภาพ) และด้วยลักษณะก้อนที่ต้องถูกับผิวหนังของเรา การเสียดสีระหว่างเนื้อสบู่กับผิว ยังทำให้สิ่งสกปรกที่มองเห็นได้หลุดออกง่ายกว่าด้วย แต่ข้อจำกัดของสบู่ก้อนก็คือ พกพาไปใช้นอกสถานที่ค่อนข้างลำบากนิดนึงนะคะ สบู่เหลว คำตอบของคนที่ต้องการความชุ่มชื่น สบู่เหลว โดยทั่วไปจะได้จากสารลดแรงตึงผิวสังเคราะห์ ซึ่งแบ่งได้เป็น สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุลบ (Aninonic

อาบน้ำอุ่นก่อนนอน ช่วยให้หลับสบายและง่ายขึ้น

อาบน้ำอุ่นช่วยให้หลับง่าย

ใครที่รู้สึกหลับยาก เหนื่อยจะแย่ แต่ทำไมนอนไม่ค่อยหลับก็ไม่รู้ จริงๆ หนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้เรานอนหลับง่ายขึ้น ก็คือการอาบน้ำอุ่นก่อนนอน ซึ่งจะช่วยให้เพิ่มอุณหภูมิร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายตัว ส่งผลให้เราหลับได้ง่ายและหลับสนิทมากขึ้น อาบน้ำอุ่นยังไงให้หลับสบาย อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมสำหรับการอาบน้ำคือ 27 – 37 องศาเซลเซียส สามารถช่วยขับของเสียที่คั่งค้างในร่างกายให้ออกมาได้มากขึ้น และยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายตัว ผ่อนคลายความเมื่อยล้า ลดอาการมือเท้าเย็น อาการเส้นเลือดขอด และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด คลายความเครียดได้เป็นอย่างดี เรียกว่าช่วยปรับสภาวะความสมดุลของร่างกายให้สามารถนอนหลับได้ง่าย และหลับสนิทมากขึ้น สำหรับคนที่ชอบอาบน้ำร้อน แนะนำไม่ให้อาบน้ำที่อุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส มีข้อดีที่จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่ไม่ควรแช่นานเกิน 15 นาทีนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้ผิวแห้งแล้ว ยังเสี่ยงจะทำให้หน้ามืดด้วยนะจ๊ะ ซึ่งเราขอแนะนำให้คนที่รักการแช่น้ำร้อน ต้องไม่ลืมที่จะทาครีมบำรุงผิว โลชั่น หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อคงความชุ่มชื่นของผิวด้วยนะคะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ดูแลตัวเองง่ายๆ ด้วยสูตรเลขบิวตี้ ท่องให้ขึ้นใจ ยังไงก็สวย!

ดูแลตัวเองง่ายๆ ด้วยสูตรเลขบิวตี้

เคยสังเกตุหรือเปล่าว่าจริงๆ แล้วในกิจวัตรประจำวันของเรามีรหัสตัวเลขซ่อนอยู่เต็มไปหมด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็คือทริคเล็กๆ ช่วยในการจำ ที่ทำให้เราดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น ไปดูเลยดีกว่าว่ามีรหัสอะไรที่จะช่วยให้เราสวยขึ้นบ้าง? เรามาสก์หน้าเฉลี่ยประมาณ 20 นาที หลายคนชอบเข้าใจผิดว่ายิ่งทิ้งมาส์กไว้บนหน้านานเท่าไหร่ยิ่งดี แต่จริงๆ แล้ว การใช้มาส์กให้ได้ผลดี ต้องใช้ตามคำแนะนำที่ระบุไว้ข้างกล่องนะคะ การทิ้งแผ่นมาสก์ไว้นานเกินเวลาจนเริ่มแห้ง นอกจากจะไม่ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื่นแล้ว แผ่นมาส์กยังจะดึงความชุ่มชื่นจากผิวหน้าของเรากลับออกมาด้วย เพราะฉะนั้นต้องระวังไม่ปล่อยให้มาส์กแห้งติดหน้านะคะ เราควรใช้เวลาล้างหน้าไม่เกิน 1 นาที นี่ก็เป็นอีกข้อที่มักจะเข้าใจผิดกัน ว่ายิ่งถูหน้านานๆ นานเท่าไหร่ยิ่งสะอาดเท่านั้น จริงๆ แล้วก็ขัดถูหน้าเวลาล้างหน้ามากเกินไป อาจกลายเป็นการรบกวนผิว และทำให้เกิดการระคายเคืองได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีเราควรขัดถูหน้าขณะล้างหน้าไม่เกิน 1 นาทีนะคะ ควบคุมน้ำหนักแบบ IF ด้วยการกิน 6 ชั่วโมง งด 18 ชั่วโมง มาถึงเรื่องของน้ำหนักกันบ้าง หลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีควบคุมน้ำหนักที่เรียกว่า IF หรือ Intermittent Fasting วิธีนี้จะช่วยดูแลรูปร่างของเรา ด้วยการกำหนดระยะเวลาในการกินอาหาร และงดอาหาร ตามช่วงเวลา ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีมากกว่าสูตร 6/18 นะคะ ถ้าอยากเรื่องของ IF

อาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น ให้ประโยชน์ดีกว่ากัน?

อาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นดีกว่ากัน

ไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไปว่าน้ำแบบไหนถึงจะดีที่สุด เพราะจะน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น ต่างก็ให้ประโยชน์ทั้งคู่ เลือกอาบได้ตามความต้องการเลยค่ะสาวๆ (หรือแม้แต่การไม่อาบน้ำก็ช่วยประหยัดค่าน้ำนะ) อาบน้ำอุ่นให้ประโยชน์อะไรบ้าง สำหรับใครที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน หรือต้องการผ่อนคลายควาเมื่อยล้าจากการจราจลเมืองไทยล่ะก็ บอกเลยว่าการอาบน้ำอุ่นเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ โดยเราแนะนำให้เลือกอาบน้ำอุ่นที่อุณหภูมิไม่เกิน 42 องศา และอย่าอาบนานเกินไป เพื่อไม่ให้ผิวแห้งค่ะ ลดความอ่อนล้า ความเมื่อย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดหัว นอนหลับสบาย โพรงจมูกปลอดโปร่ง อาบน้ำเย็นให้ประโยชน์อะไรบ้าง นอกจากความเย็นสดชื่นแล้ว การอาบน้ำเย็นยังให้ประโยชน์อีกหลายอย่างที่สาวๆ น่าจะชอบ แต่แนะนำให้ค่อย ๆ ใช้น้ำลูบตัวก่อนอาบ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวกับน้ำเย็นจัดนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรวดเร็วจนช็อกได้ เพิ่มอัตราการเผาผลาญ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบและบวม ลดความเครียด กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ไม่อาบน้ำ ให้ประโยชน์อะไรบ้าง นอกจากประหยัดค่าน้ำแล้ว ดร. Casey Carlos ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนัง จากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ ซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย ได้อธิบายว่าการอาบน้ำทุกวันและอาบครั้งละนาน ๆ ไม่ใช่ว่าจะดีกับผิวและร่างกายของเรา เพราะเวลาเราอาบน้ำ ย่อมมีการการฟอกสบู่ ที่แม้ว่าเจ้าสบู่จะช่วยชะล้างคราบเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกบนผิวของเราออกไป แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำลายน้ำมันธรรมชาติในชั้นผิวหนังของเราด้วย ซึ่งการถูกดึงน้ำมันออกไปและการขัดถูผิดหนังชั้นนอกนี้เอง ก็เป็นสาเหตุของผิวแห้งได้ แต่ก็อย่างว่าค่ะ บ้านเราเป็นเมืองร้อน

อาบน้ำนานใช่ว่าดี แค่ 5 – 10 นาทีสิใช่เลย!

การอาบน้ำมันช่วยทั้งผ่อนคลาย และชะล้างสิ่งสกปรกจนเราเองก็เพลิดเพลินไปกับช่วงเวลานั้น ไม่ได้มานั่งจับเวลาว่าควรจะใช้เวลาจริงๆ กี่นาที บางคนอาจจะอาบน้ำนานเกือบชั่วโมงก็เป็นไปได้ แต่เคยเป็นหรือไม่? เวลาอาบน้ำไปแล้วช่วงเวลาหนึ่งที่นิ้วมือของเราจะเกิดรอยย่นชั่วคราว หรือหลังเช็ดตัวแล้วรู้สึกผิวแห้งกว่าเดิม! การอาบน้ำแบบไม่เสียสุขภาพผิว แค่ 5-10 นาทีก็เพียงพอ แน่นอนว่าการอาบน้ำ มันคือการที่น้ำต้องมาสัมผัสผิวเราโดยตรง เพื่อให้ร่างกายสะอาด รวมถึงการชะล้างพวกน้ำมันส่วนเกินที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ไม่ว่าจะน้ำมันบนผิว ติดอยู่ที่เส้นผมหรือหนังศีรษะ แต่ในผิวของเราเองก็ยังมีน้ำมันธรรมชาติอยู่ เพื่อยังคงความชุ่มชื่นใต้ชั้นผิว เป็นการรักษาสมดุลของผิวอย่างหนี่ง การที่เราอาบน้ำนานเกินไปจึงกลายเป็นการนำน้ำมันธรรมชาติผิวออกมาด้วย แทนที่ผิวจะยังคงสุขภาพดี ก็อาจจะแห้งแตกลอกได้นั่นเอง นอกจากนี้หากเราอายุมากขึ้น น้ำมันธรรมชาติที่ว่ามานี้ก็กลับผลิตลดลง ผิวจึงอาจเหี่ยวเร็วก่อนวัย แพทย์ผิวหนังจากนิวยอร์ก Dr. Susan Bard จึงเคยให้คำแนะนำว่า ควรใช้เวลาอาบน้ำเพียง 5-15 นาที (ถ้ารวมเวลาสระผม) ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม และคงสุขภาพผิวที่ดีได้ แถมยังช่วยประหยัดน้ำได้อีกด้วยนะจ้า การดูแลสุขภาพผิวหลังอาบน้ำก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นได้ ทางสถาบันโรคผิวหนังจากอเมริกา (American Academy of Dermatology) ยังแนะนำเพิ่มเติมต่อว่า การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหลังอาบน้ำภายใน 3 นาทีก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นได้ดีสุดๆ และควรอาบน้ำอุ่นหรืออุณหภูมิปกติมากกว่าการใช้น้ำร้อนมากเกินไป นอกจากนี้ยังควรใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ช่วยบำรุงความชุ่มชื่น ไม่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น น้ำหอม สารปรอท ฯลฯ