Skincare type

ทาสกินแคร์จำเป็นต้องเว้น แต่แนะนำเฉพาะเนื้อที่ต่างกัน

นวัตกรรมของสกินแคร์ปัจจุบันออกแบบให้ทาชิ้นต่อไปได้เลยไม่ต้องรอก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินว่าการทาสกินแคร์ควรรอให้แห้งสนิท โดยเว้นสัก 5 นาทีในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงสู่ผิว และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นด้วย แต่รู้หรือไม่? ความเชื่อนี้ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด จึงไม่สามารถระบุเวลาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ ทว่าความโชคดีของสาวๆ ปัจจุบันครีมบำรุงที่ว่าได้รับการพัฒนาให้สามารถทาทับแต่ละชั้นได้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะรอแค่ 30-60 วินาที เมื่อรู้สึกว่าเนื้อผลิตภัณฑ์ซึมสู่ผิวแล้วก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขมากำหนด!!! แต่หากลงสกินแคร์ที่ต่างเนื้อสัมผัสกัน แนะนำให้รอ 1-2 นาที แพทย์ผิวหนังในนิวยอร์ก Kristina Goldenberg ได้แนะนำว่า การลงสกินแคร์ที่ต่างกันแต่ละชนิด เช่น เซรั่ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดด ควรเว้นระยะห่าง 1 นาที เพื่อมีเวลาให้ซึมลงสู่ผิว และลดโอกาสเนื้อครีมบางชนิดเกาะตัวกัน จนอาจเกิดเป็นขุยหรือคราบตกต้างบนผิวได้ และทำให้สกินแคร์อาจจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เคยมีแพทย์ผิวหนังอีกท่านจากนิวยอร์ก Rachel Nazarian ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ครีมกันแดด, วิตามินซีเข้มข้น และกลุ่มยารักษาสิว ยิ่งต้องทิ้งเวลาสักนิด ก่อนลงตัวอื่นๆ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความไวต่อแสงมาก และหากเราลงผลิตภัณฑ์อื่นตามทันที อาจทำให้ส่วนผสมเจือจาง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงควรรอเวลาสัก 1 นาทีให้ซึมลงสู่ผิวเสียก่อน นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำอีกว่า เราควรทาพวกกลุ่มยารักษาสิวก่อนการลงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงสู่ผิวได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่มีการรบกวนจากตัวอื่นๆ

Lotion, Emulsion, Serum และ Essence ขั้นตอนไหนใช้ยังไง?

ถ้าเป็นในยุคก่อนขั้นตอนการบำรุงผิวพื้นฐานที่สำคัญมีอย่างมาก็ไม่เกิน 4 สเต็ป พอมาในยุคที่เทคโนโลยีความล้ำหน้าไปไกลกว่าเดิมมากบวกกับกระแส K และ J –Beauty ที่เป็นเคล็ดลับให้ผิวของสาวเกาหลีและญี่ปุ่นดูกระจ่างใส สุขภาพดีที่กำลังมาแรง ขั้นตอนพื้นฐานการบำรุงผิวจึงเพิ่มดีเทลมากขึ้นไปอีกเป็น 10 ขั้นตอน โดยหลักการแล้วเรายังคงยืนพื้นให้กับการความทำสะอาด การปรับสมดุล การบำรุงล้ำลึกและการเติมความชุ่มชื่น แต่ในขั้นตอนเหล่านั้นกลับมีผลิตภัณฑ์มากมายจนเราเลือกใช้ไม่ถูก งงมากกับการจะใช้อะไรก่อนหลังดี เรารวบรวมคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์มาให้เลือกตามความเหมาะสมกับสภาพผิวเพื่อที่จะได้ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าชิ้นไหนใช้ยังไงให้ผิวสวย Lotion โลชั่นจะมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำแต่จะมาในรูปแบบของใสหรือข้นนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ คุณสมบัติหลักที่การปรับสมดุลผิวหลังล้างหน้าให้ชุ่มชื่นเพื่อให้ผิวพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกโทนเนอร์ว่าเป็นโลชั่น จึงอาจทำให้เราสับสนว่าเมื่อใช้โทนเนอร์แล้วจำเป็นต้องใช้โลชั่นอีกหรือเปล่า จำง่ายๆ ว่าหากแบรนด์ที่คุณใช้อยู่แยกผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้ให้ใช้โทนเนอร์เพื่อทำความสะอาดผิวก่อนแล้วตามด้วยโลชั่นเป็นอันจบขั้นตอนการเติมความชุ่มชื่นผิว Emulsion ยิ่งงงหนักไปอีกเมื่อเจอเสต็ปอิมัลชั่น จริงๆ แล้วชิ้นนี้ในประเทศญี่ปุ่นมักจะใช้เป็นขั้นตอนแรกหลังการทำความสะอาดผิว ซึ่งสาวๆ ญี่ปุ่นจะยึดถือเรื่องความชุ่มชื้นผิวเป็นสิ่งสำคัญ อิมัลชั่นนี้จึงเป็นตัวช่วยส่งสารความงามที่ทำให้ผิวนุ่มขึ้น โดยคุณอาจจะลัดขั้นตอนโลชั่นไปในยามเช้าเพื่อไม่ให้ผิวรู้สึกเหนอะหนะเกินไป แต่สำหรับตอนกลางคืนสามารถใช้อิมัลชั่นตามด้วยโลชั่นซ้ำอีกครั้งได้ Essence อะไรกันเนี่ยทำไมยังต้องมีเอสเซนส์มาให้งงเข้าไปอีก ไม่ต้องกังวลไปเพราะเอสเซนส์นั้นมีคุณสมบัติบำรุงผิวเช่นกันแต่อาจไม่ล้ำลึกมากเท่าเซรั่ม เป็นขั้นตอนความงามมาจากทางฝั่งเกาหลี ด้วยเนื้อสัมผัสที่ถูกออกแบบให้บางเบาขั้นตอนนี้จึงเหมือนเป็นขั้นตอนการเตรียมผิวให้ชุ่มชื่นไปในตัว ส่วนลำดับการใช้จะใช้หลังการเช็ดโทนเนอร์ ลูบโลชั่นหรืออิมัลชั่นแล้วก็ตามด้วยเอสเซนส์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความกังวลเรื่องผิวเฉพาะบุคคลถ้าคิดว่าเซรั่มที่ใช้อยู่เพียงพอสำหรับผิวเราแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้เอสเซนส์ก็ได้ Serum ขั้นตอนการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกที่ไม่จำแนกแบ่งฝั่งเพราะผู้หญิงทั่วโลกเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าเซรั่มนั้นมีคุณสมบัติบำรุงลึกกว่าชิ้นอื่นๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้มีส่วนผสมเข้มข้นเป็นพิเศษ การทาเซรั่มจึงถือเป็นการบำรุงที่ทำให้เรารู้สึกดีไปพร้อมกับการค่อยๆ เห็นผลลัพธ์บนผิวที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเซรั่มก็มีหลายสูตรหลายประเภทแต่ส่วนใหญ่แล้วเซรั่มจะถูกออกแบบมาสำหรับผิวที่มีความกังวลเรื่องริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและความตึงกระชับ โดยใช้เป็นขั้นตอนหลังการเตรียมผิวให้ชุ่มชื่น