Skincare

เทียบชัด Eucerin Hyaluron Filler 2 รุ่นน่าโดนชิ้นไหนเหมาะกับใคร?

เทียบ Hyaluron Filler 2 รุ่นน่าโดน จาก Eucerin ระหว่างรุ่นใหม่และตัวดังในตำนาน ชิ้นไหนเหมาะกับใคร? เชื่อว่าหลายๆคนเป็นแฟนผลิตภัณฑ์ในไลน์นี้ ด้วยคุณสมบัติที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการช่วยดูแลริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ก็อาจมีหลายคนที่กำลังสับสนหรือลังเลว่าจะเลือกชิ้นไหนดี? มาค่ะเราสรุปไว้ให้แล้ว Hyaluron  Filler Advanced AOX Essence คุณสมบัติหลัก เซรั่มดูแลผิวชิ้นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวมาสดๆร้อนๆ ไม่นานมานี้ โดยมาพร้อมสารสกัดหลัก 3 ชนิด ที่ช่วยจัดการปัญหาริ้วรอยแรกเริ่ม ปัญหาแก่ก่อนวัยในช่วง 20 ต้นๆ ที่อาจะเกิดริ้วรอยจางๆจากการสูญเสียความชุ่มชื่นพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ช่วยปรับสมดุลผิวที่ไม่สมดุลทั้งจากวัยและปัจจัยภายนอกอย่างความเครียดและมลภาวะที่ส่งผลให้รูขุมขนกว้างผิวดูไม่เรียบเนียน เนื้อสัมผัส มาในเนื้อสัมผัสแบบใหม่ในลักษณะเนื้อน้ำกึ่งเจลบางเบาไม่เหนอะหนะ เมื่อทาลงไปบนผิวแล้วรู้สึกเย็นสดชื่นและรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื่นทันทีที่ทาลงบนผิว เหมาะกับใคร? เรียกว่าเป็นสูตรที่ออกแบบมาเพื่อผิววัย 20+ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ก็ยังเหมาะกับคนเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่เจอความเครียดฝุ่นควันหรือมลภาวะเพราะชิ้นนี้เน้นคุณสมบัติพื้นฐานที่ช่วยดูแลสุขภาพผิวแบบภาพรวม เพื่อให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับแลดูสุขภาพดี คำแนะนำในการใช้งาน สามารถใช้เป็นเซรั่มในขั้นตอนการบำรุงปกติได้ทั้งเช้า-เย็น หากมีเซรั่มชิ้นอื่นก็สามารถใช้ร่วมกันได้เลย หากชิ้นไหนเนื้อเบากว่าก็ใช้ลงชิ้นนั้นก่อน แต่หากใช้ในตอนเช้าแนะนำให้ตามด้วยกันแดดทุกครั้ง Hyaluron Filler Overnight Treatment คุณสมบัติหลัก ไนต์เซรั่มตัวดังที่เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชินหรือได้ยินมาบ้าง เพราะชิ้นนี้โดดเด่นด้วยคุณสมบัติที่รวมเซรั่ม 2 ชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ที่จะทำงาน โดยการแยกเนื้อเซรั่มออกไป 2 ชนิดก็เพื่อให้ความสดใหม่ทุกครั้งของการใช้งาร

สกินแคร์ใกล้ตัว ที่เหมือนจะคล้าย แต่ใช้แทนกันไม่ได้!

สกินแคร์ ที่ใช้แทนกันไม่ได้

ใครที่สับสนบ่อย หรือชอบปล่อยเบลอคิดว่าสกินแคร์และแฮร์แคร์เหล่านี้ฟังดูก็คล้ายๆ กัน ใช้แทนกันไปก็ได้มั้ง? บอกเลยว่าไม่ได้นะคะ! เพราะแท้ที่จริงแล้ว คุณสมบัติและการใช้งานของแต่ละชิ้นมีความแตกต่างกันอยู่นะ จะล้างเมคอัพกันน้ำ ต้องใช้ออยล์คลีนซิ่ง ไม่ใช่ทิชชู่เปียกเช็ดเมคอัพ ในวันที่สาวๆ ฟาดลุคแน่นๆ งานตามาเต็ม หรือการล้างเครื่องสำอางกันน้ำเนี่ย จะใช้แค่ Remover Wipe ล้างไม่ได้นะคะ ให้เลือกใช้เป็นคลีนซิ่งสูตรออยล์จะสามารถล้างออกได้หมดจดมากกว่า เพราะการที่เราล้างเมคอัพออกไม่หมด จนมีตกค้างอยู่บนใบหน้า ระวังจะเกิดสิวอุดตัน สิวผด หรือปัญหาผิวอื่นๆ ตามมาได้นะคะ จะออกแดดหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องทาครีมกันแดด ไม่ใช่เมคอัพผสมสารกันแดด เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่คิดว่าแค่ใช้เมคอัพที่มีส่วนผสมของสารกันแดดก็เพียงพอแล้ว จะต้องทากันแดดอีกชั้นให้มันซ้ำซ้อนทำไม ต่อบอกเลยนะคะว่าแค่ครีมกันแดดที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยังไม่เพียงพอ ยิ่งโดยเฉพาะในวันที่เราต้องออกแดด หรือมีกิจกรรมกลางแจ้ง ยังไงก็ควรทาครีมกันแดดอีกชั้นนะคะ ถ้าอยากผลัดเซลล์ผิวตอนเป็นสิวให้ใช้พีลลิ่งเจล ไม่ใช่สครับ สำหรับใครที่ชื่นชอบการผลัดเซลล์ผิว แต่ว่ากำลังมีสิวอยู่ล่ะก็ ผลิตภัณฑ์ที่ควรเลือกใช้เป็นพีลลิ่งจะเหมาะกว่าสครับนะ เพราะแม้ว่าจะเป็นการผลัดเซลล์ผิวเหมือนกันแต่ไม่ได้มีเม็ดสครับใหญ่ๆ ที่อาจสร้างความระคายเคืองให้กับผิวได้ แต่ทางที่ดีถ้าเป็นสิวอยู่ ขอแนะนำให้พักการผลัดเซลล์ผิวไปก่อนแล้วรักษาให้สิวหายจะดีที่สุด ถ้ามีปัญหารังแค ให้ใช้แชมพูสูตรขจัดรังแค ไม่ใช่แชมพูสูตรดีท็อกซ์ ถ้าหากเรามีปัญหารังแคที่เส้นผมและหนังศีรษะ แชมพูสูตรที่สาวๆ จะต้องมองหาไม่ใช่สูตรดีท็อกซ์ แต่เป็นสูตรขจัดรังแคนะคะ เพราะช่วงที่เราเป็นรังแคหนังศีรษะของเราจะบอบบางมากกว่าปกติ ซึ่งการใช้แชมพูสูตร ดีท็อกซ์อาจจะเข้าไปทำให้หนังศีรษะยิ่งเกิดการระคายเคืองมากขึ้นไปอีก

ทาสกินแคร์จำเป็นต้องเว้น แต่แนะนำเฉพาะเนื้อที่ต่างกัน

นวัตกรรมของสกินแคร์ปัจจุบันออกแบบให้ทาชิ้นต่อไปได้เลยไม่ต้องรอก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินว่าการทาสกินแคร์ควรรอให้แห้งสนิท โดยเว้นสัก 5 นาทีในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงสู่ผิว และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นด้วย แต่รู้หรือไม่? ความเชื่อนี้ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด จึงไม่สามารถระบุเวลาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ ทว่าความโชคดีของสาวๆ ปัจจุบันครีมบำรุงที่ว่าได้รับการพัฒนาให้สามารถทาทับแต่ละชั้นได้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะรอแค่ 30-60 วินาที เมื่อรู้สึกว่าเนื้อผลิตภัณฑ์ซึมสู่ผิวแล้วก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขมากำหนด!!! แต่หากลงสกินแคร์ที่ต่างเนื้อสัมผัสกัน แนะนำให้รอ 1-2 นาที แพทย์ผิวหนังในนิวยอร์ก Kristina Goldenberg ได้แนะนำว่า การลงสกินแคร์ที่ต่างกันแต่ละชนิด เช่น เซรั่ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดด ควรเว้นระยะห่าง 1 นาที เพื่อมีเวลาให้ซึมลงสู่ผิว และลดโอกาสเนื้อครีมบางชนิดเกาะตัวกัน จนอาจเกิดเป็นขุยหรือคราบตกต้างบนผิวได้ และทำให้สกินแคร์อาจจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เคยมีแพทย์ผิวหนังอีกท่านจากนิวยอร์ก Rachel Nazarian ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ครีมกันแดด, วิตามินซีเข้มข้น และกลุ่มยารักษาสิว ยิ่งต้องทิ้งเวลาสักนิด ก่อนลงตัวอื่นๆ เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความไวต่อแสงมาก และหากเราลงผลิตภัณฑ์อื่นตามทันที อาจทำให้ส่วนผสมเจือจาง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงควรรอเวลาสัก 1 นาทีให้ซึมลงสู่ผิวเสียก่อน นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำอีกว่า เราควรทาพวกกลุ่มยารักษาสิวก่อนการลงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงสู่ผิวได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่มีการรบกวนจากตัวอื่นๆ

การหยดเซรั่มบนหน้า พาผิวพังได้ไม่รู้ตัว

คงเคยเห็นผ่านหูผ่านตากันมาบ้างตามคลิปในสื่อโซเชียลว่าไอดอลหลายๆ คนมักจะใช้เซรั่มบำรุงผิว และหยดลงบนผิวหน้าโดยตรง ใช่ค่ะ! นั่นคือภาพมุมมองที่ดูดี แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีนี้ทำให้เกิดการสะสมแบคทีเรียตัวร้ายทำลายผิวเราได้เลย ความสำคัญของแพ็กเกจสกินแคร์ปกติการออกแบบแพ็กเกจสกินแคร์มักจะมีเหตุผลเสมอ โดยเฉพาะต้องการรักษาคุณภาพของสารบำรุงที่บรรจุในขวดหรือกระปุก บางแบรนด์จะออกแอปพลิเคเตอร์ควบคู่กับสกินแคร์ บางแบรนด์ก็เลือกขวดทึบเพื่อรักษาประสิทธิภาพ และถ้าเป็นเซรั่มหรือออยล์ก็จะมาพร้อมกับดรอปเปอร์ หรือหลอดสำหรับบีบเนื้อเซรั่มที่มักติดอยู่ตรงฝาขวดมาให้พร้อมเสร็จสรรพ เพราะนอกจากจะช่วยกำหนดปริมาณการใช้ต่อครั้งได้แล้ว ยังลดโอกาสการสัมผัสกับผิวเราโดยตรงอีกด้วย การใช้ดรอปเปอร์สัมผัสกับผิวโดยตรงอาจทำร้ายผิวแทนที่เราจะเลือกใช้สกินแคร์เพื่อช่วยฟื้นฟูผิว กลับเป็นตัวทำร้ายผิวเราได้ซ่ะหนิ ซึ่งสาเหตุเกิดจากการที่เราเลือกใช้ผิดวิธีนั่นเอง! โดยเฉพาะตอนนี้ที่เราเห็นยูทูปเบอร์หลายคนหยดเซรั่มลงบนผิวโดยตรง ซึ่งขณะหยดตัวดรอปเปอร์ต้องสัมผัสกับผิว จึงทำให้สิ่งที่เกาะบนผิวเรา อย่างน้ำมันผิว สะสมอยู่บนตัวดรอปเปอร์ หลังจากใช้เสร็จเราก็เก็บหลอดนั้นกลับเข้าไปในขวด แน่นอนล่ะว่าเจ้าสิ่งแปลกปลอมได้เข้าไปผสมในเซรั่มตัวโปรดของทุกคนแล้ว พอนานๆ เข้าก็เกิดการสะสมของเชื้อเหล่านี้ เมื่อนำมาใช้ไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวได้ นอกจากนี้ต่อให้ปลายดรอปเปอร์จะไม่สัมผัสผิวหน้า แต่การหยดลงบนผิวหน้า ยังสิ้นเปลืองอีกด้วย เพราะเราจะกำหนดปริมาณได้ยากต่อการใช้หนึ่งครั้ง เพราะฉะนั้นแนะนำให้ใช้หยดบนฝ่ามือ จะสามารถลดโอกาสการเกิดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเซรั่มขวดโปรดของเราได้ และยังใช้ได้ตามปริมาณที่ควรใช้อีกด้วย ซึ่งโดยปกติเราจะใช้เซรั่มเท่าแคนเบอร์รี่แห้ง 1 ผล และออยล์เท่ากับแมคาเดเมีย 1 เม็ด หรือประมาณ 3-6 หยดจ้า (ขึ้นอยู่กับขนาดของดรอปเปอร์) 

การดูแลผิวในช่วงวัยที่ 20,30,40

นอกจากความต่างของผิวแต่ละบุคคลที่ปัจจัยและปัญหาที่ต่างกันแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าในช่วงวัยที่แตกต่างของคนคนเดียวกันก็มีความต้องการในการดูแลผิวแตกต่างกันออกไป เพราะในแต่ละช่วงวัย 20 ,30 และ 40 นั้นนอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและวัยที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อผิวในแง่มุมที่ต่างกันออกไป แถมคนในแต่ละช่วงวัยมักจะมีไลฟสไตล์การใช้ชีวิตที่อาจต่างกันอยู่ไม่มากก็น้อยซึ่งเการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันล้วนมีผลต่อผิวสูงมาก นั้นถึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหลายครั้งเวลาไปหาหมอผิวหนัง คุณหมอจะเริ่มจากให้เราเล่าการใช้ชีวิตของเรามาทั้งหมดก็เพื่อที่จะเข้าใจถึงสภาพผิวของเราอย่างแท้จริง เพื่อที่ให้สาวๆหรือจะเรียกหนุ่มๆคนสนิทด้วยก็ไม่ว่ากันเข้าใจการเลือกสกินแคร์และหลักการการดูแลผิวในแต่ละช่วงวัย เราเลยขอทำสรุปการดูแลผิวมาให้ที่รับรองว่าจะมีส่วนช่วยในการดูแลผิวที่ถูกต้องและผิวสวยแข็งแรงสุขภาพดีในระยะยาวได้ไม่ยากก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยไหน มีปัญหาผิวในเรื่องไหนก็ตาม กฎเหล็กข้อสำคัญของการมีผิวสุขภาพดี รวมถึงการช่วยจัดการกับปัญหาที่กังวลใจให้อยู่หมัดและยั่งยืนก็คือการให้ความสำคัญกับการดูแลผิวขั้นพื้นฐาน อย่างการทำความสะอาดผิวให้หมดจรดทั้งเช้าเย็น, การบำรุงเติมความชุ่มชื่น และการปกป้องผิวจากแสงแดด พูดแล้วดูเหมือนจะธรรมดาๆ แต่รู้ไหมว่า การดูแลธรรมดาๆที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญหากใส่ใจทำอย่างต่อเนื่องทุกวัน เช้า-เย็นนั้นมีผลอย่างมากกกกกกกก ขอเน้น ก ไก่หลายๆตัวเลย กับสุขภาพผิวของเรา เพราต่อให้ใช้สกินแคร์แพงล้ำแค่ไหน แต่ถ้าขาดการดูแลแบบต่อเนื่องก็ไม่ได้ผลอยู่ดีนะ! ความสำคัญของการดูแลผิวขั้นพื้นฐาน หากให้เปรียบให้เข้าใจง่ายๆ ขั้นตอนเหล่านี้เหมือนเรื่องจำเป็นที่เราต้อง อาบน้ำ กินข้าวดื่มน้ำ และนอนหลับพักผ่อนนั้นแหละ หากขาดอันไหนไปร่างกายไม่รอดแน่และคงได้พบคุณหมอในเร็ววัน ผิวก็เหมือนกันหากเราดูแลสุขภาพผิวพื้นฐานได้เป็นอย่างดี ก็จะส่งผลโดยตรงต่อผิว ข้อแรกเลยแหละปราการของผิวจะแข็งแรงทำให้พร้อมแก่การปกป้องผิวจากการทำร้ายจากปัจจัยภายนอกอย่างสภาพอากาศและมลภาวะที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ระคายเคืองตามมา นอกจากนี้เมื่อผิวแข็งแรงพอกระบวนการฟื้นบำรุงผิวตามธรรมชาติก็จะทำงานได้ดีขึ้น ก็จะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาผิวต่างๆ ทำให้ผิวในอุดมคติของเรา ที่ดูอิ่มฟู เปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป… เมื่อพูดถึงเรื่องพื้นฐานกันไปแล้วคราวนี้ขอเข้าเรื่องการดูแลผิวในแต่ละช่วงวัยเลยก็แล้วกัน มาค่ะตามมา การดูแลผิวในช่วงวัย 20+ ก็ตามอายุนั้นแหละเนอะสาวในวัยแรกแย้มเป็นสาวแบบเต็มตัว ดังนั้นในวัยนี้ก็จะยังไม่พบปัญหาผิวใดๆเท่าไหร่นัก (นอกเหนือจากใครที่มีเรื่องสิวจากฮอร์โมนหรืออาการแพ้นะ)ในวัยนี้คอลลาเจนและอิลาสตินของผิวยังแข็งแรง ผิวเลยดูอิ่มฟู เต่งตึงและก็ดูอ่อนเยาว์ตามวัยดังนั้นการบำรุงจึงไม่ต้องเน้นอะไรมากมาย แนะนำให้บำรุงผิวตามขั้นตอนพื้นฐานอย่าให้ขาดทั้งเช้า-เย็น เสริมด้วยการสครับผิวบ้างก็จะช่วยให้ครีมบำรุงทำงานได้ดีขึ้น

Lotion, Emulsion, Serum และ Essence ขั้นตอนไหนใช้ยังไง?

ถ้าเป็นในยุคก่อนขั้นตอนการบำรุงผิวพื้นฐานที่สำคัญมีอย่างมาก็ไม่เกิน 4 สเต็ป พอมาในยุคที่เทคโนโลยีความล้ำหน้าไปไกลกว่าเดิมมากบวกกับกระแส K และ J –Beauty ที่เป็นเคล็ดลับให้ผิวของสาวเกาหลีและญี่ปุ่นดูกระจ่างใส สุขภาพดีที่กำลังมาแรง ขั้นตอนพื้นฐานการบำรุงผิวจึงเพิ่มดีเทลมากขึ้นไปอีกเป็น 10 ขั้นตอน โดยหลักการแล้วเรายังคงยืนพื้นให้กับการความทำสะอาด การปรับสมดุล การบำรุงล้ำลึกและการเติมความชุ่มชื่น แต่ในขั้นตอนเหล่านั้นกลับมีผลิตภัณฑ์มากมายจนเราเลือกใช้ไม่ถูก งงมากกับการจะใช้อะไรก่อนหลังดี เรารวบรวมคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์มาให้เลือกตามความเหมาะสมกับสภาพผิวเพื่อที่จะได้ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปว่าชิ้นไหนใช้ยังไงให้ผิวสวย Lotion โลชั่นจะมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำแต่จะมาในรูปแบบของใสหรือข้นนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ คุณสมบัติหลักที่การปรับสมดุลผิวหลังล้างหน้าให้ชุ่มชื่นเพื่อให้ผิวพร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกโทนเนอร์ว่าเป็นโลชั่น จึงอาจทำให้เราสับสนว่าเมื่อใช้โทนเนอร์แล้วจำเป็นต้องใช้โลชั่นอีกหรือเปล่า จำง่ายๆ ว่าหากแบรนด์ที่คุณใช้อยู่แยกผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้ให้ใช้โทนเนอร์เพื่อทำความสะอาดผิวก่อนแล้วตามด้วยโลชั่นเป็นอันจบขั้นตอนการเติมความชุ่มชื่นผิว Emulsion ยิ่งงงหนักไปอีกเมื่อเจอเสต็ปอิมัลชั่น จริงๆ แล้วชิ้นนี้ในประเทศญี่ปุ่นมักจะใช้เป็นขั้นตอนแรกหลังการทำความสะอาดผิว ซึ่งสาวๆ ญี่ปุ่นจะยึดถือเรื่องความชุ่มชื้นผิวเป็นสิ่งสำคัญ อิมัลชั่นนี้จึงเป็นตัวช่วยส่งสารความงามที่ทำให้ผิวนุ่มขึ้น โดยคุณอาจจะลัดขั้นตอนโลชั่นไปในยามเช้าเพื่อไม่ให้ผิวรู้สึกเหนอะหนะเกินไป แต่สำหรับตอนกลางคืนสามารถใช้อิมัลชั่นตามด้วยโลชั่นซ้ำอีกครั้งได้ Essence อะไรกันเนี่ยทำไมยังต้องมีเอสเซนส์มาให้งงเข้าไปอีก ไม่ต้องกังวลไปเพราะเอสเซนส์นั้นมีคุณสมบัติบำรุงผิวเช่นกันแต่อาจไม่ล้ำลึกมากเท่าเซรั่ม เป็นขั้นตอนความงามมาจากทางฝั่งเกาหลี ด้วยเนื้อสัมผัสที่ถูกออกแบบให้บางเบาขั้นตอนนี้จึงเหมือนเป็นขั้นตอนการเตรียมผิวให้ชุ่มชื่นไปในตัว ส่วนลำดับการใช้จะใช้หลังการเช็ดโทนเนอร์ ลูบโลชั่นหรืออิมัลชั่นแล้วก็ตามด้วยเอสเซนส์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความกังวลเรื่องผิวเฉพาะบุคคลถ้าคิดว่าเซรั่มที่ใช้อยู่เพียงพอสำหรับผิวเราแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้เอสเซนส์ก็ได้ Serum ขั้นตอนการบำรุงผิวอย่างล้ำลึกที่ไม่จำแนกแบ่งฝั่งเพราะผู้หญิงทั่วโลกเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าเซรั่มนั้นมีคุณสมบัติบำรุงลึกกว่าชิ้นอื่นๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้มีส่วนผสมเข้มข้นเป็นพิเศษ การทาเซรั่มจึงถือเป็นการบำรุงที่ทำให้เรารู้สึกดีไปพร้อมกับการค่อยๆ เห็นผลลัพธ์บนผิวที่เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งเซรั่มก็มีหลายสูตรหลายประเภทแต่ส่วนใหญ่แล้วเซรั่มจะถูกออกแบบมาสำหรับผิวที่มีความกังวลเรื่องริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและความตึงกระชับ โดยใช้เป็นขั้นตอนหลังการเตรียมผิวให้ชุ่มชื่น

รูขุมขนกว้าง ปัญหาพาปวดหัวแต่แก้ได้ถ้าทำตามนี้ พร้อมไอเท็มแนะนำ

นอกเหนือผิวเป็นสิวจะติดท๊อปด้านปัญหาผิวของคนไทยส่วนใหญ่แล้ว การมีรูขุมขนกว้างก็ท๊อปฟอร์มเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นขนาดรูขุมขนก็เหมือนจะเพิ่มไปตามวัย เรียกได้ว่า ยิ่งแก่ยิ่งกว้าง! สาเหตุก็เพราะประสิทธิภาพการฟื้นฟูผิวมันลดลง บวกกับการขาดการดูแลขั้นพื้นฐานก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมผิวเข้าไปอีก ซึ่งก็จะทำให้ผิวไม่สมดุลจนส่งผลต่อไปที่ปัญหาผิวไม่กระชับ มีน้ำมันส่วนเกินใต้ชั้นผิว และใช่ค่ะ!ทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุให้รูขุมขนก็กว้างขึ้นนั่นเอง เราจึงพามาขจัดปัญหาปวดหัวนี้ ด้วยการลดรูขุมขนให้เล็กลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดูแลผิวไม่ถูกต้อง เพิ่มการดูแลผิวด้วยการสครับผิวสัปดาห์ละครั้ง หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการสครับผิวหน้ามันทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองง่าย และรูขุนขนอาจจะกว้างไปอีก บอกเลยว่าจริง! แต่นั่นหมายถึงการที่สาวๆ ทำมันมากเกินไป ใช้สครับที่มีเม็ดบีตส์ไม่ละเอียดจึงบาดผิวได้ง่าย รวมถึงการใช้เวลานานในการสครับอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากสาวๆ ทำตรงข้ามกับพฤติกรรมที่เราเอ่ยมา โดยการสครับสัปดาห์ละครั้ง, เลือกสครับที่มีเม็ดละเอียด วิธีก็คือนวดวนๆ เบาๆ ทั่วผิวโดยใช้ควรใช้เวลาสครับไม่เกิน 2-3 นาที เพื่อลดการระคายเคืองหรือเกิดรอยแดง การสครับจะเป็นการช่วยให้รูขุนขมกระชับขึ้น เนื่องจากไม่มีการทับถมของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว การฟื้นฟูผิวใหม่จึงมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการอุดตันรูขุมขนนั่นเอง มองหาตัวบำรุงที่มีเรตินอยด์ ซึ่งเรตินอยด์คือ สารที่อยู่ในกลุ่มเบต้าแคโรทีนที่พบตามธรรมชาติ หรืออาจจะรู้จักในชื่อเรตินอล (วิตามินเอ) เป็นสารยอดนิยมในสกินแคร์ ช่วยในการเสริมการผลัดเซลล์ผิว ให้รูขุนขนกระชับขึ้น แต่ไม่ควรใช้เรตินอยด์ควบคู่กับวิตามินซี เพราะทั้งสองชนิดทำงานในค่าผิวที่มี pH ไม่เท่ากัน จึงเป็นการลดประสิทธิภาพเมื่อใช้คู่กันโดยอาจไม่เกิดผลใดๆ และถ้าหากช่วงไหนต้องใช้เรตินอยด์ครีม ก็ควรจะงดการสครับผิวหน้า เพื่อไม่ให้ผิวระคายเคืองหรือแห้งเกินไป อาจจะใช้วิธีการมาสก์หน้าเพิ่มความชุ่มชื้น หรือใช้เรตินอยด์กับครีมที่มีส่วนผสมของไฮยารูรอนิก แอซิด เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้เช่นกัน

ไม่ลองไม่รู้ 14 วัน กักตัว(เอง) ผิวสวยด้วยสกินแคร์เหล่านี้

โควิดจิตตกกันอยู่ไหม? พักก่อน พักความกังวลทั้งหลาย และมาเติมความสวยให้ผิวด้วยชาเลนจ์เก๋ๆ สำหรับสาวๆ ที่กำลัง work from home หรือ สาวๆที่อยากท้าทายอำนาจครีมบำรุง ด้วยการลองเทสผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์เคลมว่า 14 วัน จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง!!! เช็คดูสิบนโต๊ะมีสกินแคร์เหล่านี้อยู่ไหน ถ้าไม่มีช้อปออนไลน์ระบายความเครียด และมาบำรุงผิวให้สวยพร้อมหลังสถานการณ์โควิดกันค่ะ SHISEIDO White Lucent Illuminating Micro-Spot Serum (30 มล. 4,800 บาท) หลายคนที่เคยลอง white lucent แน่นอนว่าต้องเลิฟในคุณสมบัติ มาวันนี้เค้าพัฒนาสูตรใหม่ ที่กล้าพูดว่าให้ประสิทธิภาพเร็ว และดีกว่าสูตรเดิมถึง 1.5 เท่า ด้วย Sakura-Bright System และ ReNeura Technology+™ เทคโนโลยีลดจุดด่างดำช่วยลดเลือนรอยที่มองเห็นและมองไม่เห็น จะทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น ทั้งยังฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวที่แห้ง ให้มีความชุ่มชื่น ดูสุขภาพดี โดยเนื้อบางเบาเป็นกึ่งโลชั่นสีขาวขุ่น มีความเข้มข้น ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ กระซิบว่าใครอยากมีผิวขาวอมชมพู ดูมีเลือดฝาดนิดๆ ขวดนี้ตอบโจทย์เลยล่ะ 14

ยิ่งใช้ ยิ่งใช่ Vit C ซ่อมผิวให้กระจ่างใส

วิตามินซี หนึ่งในส่วนผสมในสกินแคร์ยอดฮิตที่มีส่วนช่วยลดเม็ดสีเมลานิน จึงบำรุงให้ผิวกระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ รวมถึงมีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ เพื่อชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และยังเหมาะกับคนปัจจุบันที่ต้องเจอมลภาวะฝุ่น และควัน วิตามินซี จะเป็นตัวฟื้นบำรุงผิวที่แห้งเสียจากสาเหตุเหล่านี้ ให้กลับมาแข็งแรงขึ้น Beauty See First จึงจะพาไปแนะนำ 8 สกินแคร์ที่มีวิตามินซีเป็นส่วนผสมหลัก Boots Vitamin C ADVANCED Intensive Serum (379 บาท) เซรั่มตัวที่เพิ่มวิตามินซีเข้มข้นขึ้น 25% และมีตัวเทคโนโลยี ช่วยลดความหมองคล้ำ และจุดด่างดำ รวมถึงมีกลิ่นหอมจากสารสกัดของส้มยูสุ เพื่อให้ผิวดูเรียบเนียน นุ่มขึ้น และมีความกระจ่างใส ซึ่งเราแนะนำให้ใช้ต่อเนื่องมากกว่า 1 อาทิตย์ จะยิ่งช่วยให้ผิวค่อยๆ ดูกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังเหมาะกับทุกสภาพผิว ปราศจากพาราเบน ลดการเกิดอาการแพ้และระคายเคืองผิว Skinsista Vit C Extra Bright booster (790 บาท) เสริมการกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว พร้อมปรับสภาพผิว มีเทคโนโลยีวิตามินซีแคปซูลนาโนนำพาวิตามินเข้มข้นเข้าสู่ผิวได้ลึก จึงช่วยให้รับการบำรุงอื่นๆ ได้ดีขึ้น

ลดถุงใต้ตา ทำไมต้องมองหาอายครีมที่มี Retinol

เรื่องของถุงใต้ตาอาจเกิดได้หลายสาเหตุจากหลากหลายพฤติกรรมของเรา เช่น เกิดจากกรรมพันธุ์, การใช้ชีวิต และการบำรุงผิวรอบดวงตา หรือแม้แต่คนที่มีอาการภูมิแพ้ก็อาจเกิดการบวมของถุงใต้ตาได้ แต่เราจะมาพูดถึงวิธีการลดถุงใต้ตาในกลุ่มคนที่มีสาเหตุมาจากการละเลยการบำรุง จนผิวใต้ตาดูคล้ำและขาดความชุ่มชื้นนะจ้า เรตินอลคืออะไร คงจะเคยได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่ไหมล่ะกับคำว่า เรตินอล (Retinol) ซึ่งถือเป็นวิตามินเอ รูปแบบหนึ่ง และยังเป็นส่วนผสมของสกินแคร์หลายแบรนด์ดังทั้งตัวครีม เซรั่ม และโลชั่น เน้นการช่วยเรื่องต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย แต่เรตินอลนั้นไม่ได้ช่วยแค่เรื่องที่เราบอกไป แต่ช่วยลดอาการถุงใต้ตาบวมได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงผิวบริเวณอื่นๆ เรตินอลช่วยใต้ตาได้อย่างไร จากการทดลองของหลายสถาบันดังด้านผิวหนัง พบว่า เรตินอลเป็นตัวกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งแน่นอนว่าพอเราอายุมากขึ้น โอกาสการเกิดถุงใต้ตาที่เห็นชัดก็มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากตัวคอลลาเจนลดลง เรตินอลจึงเป็นเหมือนตัวเสริมและรักษาการทำงานของการผลิตคอลลาเจนที่ดีเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว จึงช่วยความแน่นของผิวใต้ดวงตา และลดรอยหมองคล้ำได้ ใช้ครีมที่มีตัวเรตินอลนานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล แนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำในระยะยาว 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวค่อยๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เพิ่มขึ้น และค่อยๆ ผลัดเซลล์ผิวจนเกิดเป็นผิวที่สุขภาพดีและแข็งแรงขึ้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสกินแคร์ตัวไหนมีเรตินอล แค่มองหาบนตัวผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบด้านหลังว่ามีคำว่า Retinol หรือไม่ และใช้ตามคำแนะนำตามฉลากผลิตภัณฑ์ หรืออาจจะใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอได้เช่นกัน ข้อควรคำนึง เราในฐานะผู้บริโภคก็ควรจะมองหาแบรนด์สกินแคร์ที่น่าเชื่อถือ เพราะหากมองหาแต่คำว่า เรตินอล โดยลืมคำนึงถึงคุณภาพ การที่จะใส่เรตินอลลงไปในตัวสกินแคร์ในระดับที่มากเกินไปตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต (ควรมีเรตินอล 0.1% สำหรับการใช้เป็นประจำในระยะยาว)