sunscreen

กันแดดเนื้อเบาสบายผิว สู้แดดเมืองไทย

กันแดดเนื้อเบา

กันแดด หนึ่งในไอเท็มที่ขอให้อยู่ติดโต๊ะเครื่องแป้งทุกคนไว้เลย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แดดไม่เลือกทำร้ายนะจ๊ะ ซึ่งผลลัพธ์จากการที่ผิวสะสมพวกรังสียูวี อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เลย เพราะฉะนั้นการทาครีมกันแดดจึงจำเป็นมาก ทว่าหากเลือกกันแดดเนื้อเบา ผิวเราก็ยังเหมือนได้หายใจ แถมได้รับการปกป้องอีกด้วย กันแดดเนื้อเบาสบายผิวที่น่าสนใจ PANPURI Lotus Defense™ Mineral Sunscreen SPF 30 (1,500 บาท)กันแดดสายธรรมชาติ เป็นออร์แกนิคถึง 97.6% ป้องกันผิวได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี จึงช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมสารสกัดของกระบองเพชร และดอกบัว ทำให้ผิวชุ่มชื้น รวมถึงส่วนผสมที่ช่วยลดจุดด่างดำ ให้ผิวละเอียดเรียบเนียน นอกจากนี้คนผิวมันจะยิ่งถูกใจ เพราะช่วยขจัดความมันส่วนเกิน ให้เนื้อสัมผัสเบา ซึมไว ไม่ทิ้งคราบ MIZUMI UV Water Defense Pro SPF50+PA++++ (890 บาท)กันแดดที่ปรับสูตรใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น และยังเป็นสูตรกันน้ำ ที่ให้ผลลัพธ์แบบแมตต์ ไม่เยิ้ม สูตรใหม่ที่ว่านี้เป็นแบบ Dry Touch บางเบา ให้ความรู้สึกแห้งเร็ว ไม่ขาววอก และยังกันน้ำได้สูงสุดถึง 80 นาที นอกจากนี้ยังคุมมันได้ดี

ใช้เครื่องสำอางที่มี SPF แทนกันแดดได้ไหมน่ะ?!

ตอนนี้ถ้าช้อปปิ้งซื้อเครื่องสำอางเราจะเห็นว่ามีเครื่องสำอางหลายแบรนด์ที่เขียนกำกับอย่างชัดเจนว่ามีส่วนผสมสารกันแดดอย่าง SPF เพื่อช่วยในการปกป้องผิวหน้า จนเราก็มีความเชื่อว่าสิ่งนี้แทนการใช้กันแดดในทุกๆ วันได้ โดยเฉพาะเครื่องสำอางประเภทรองพื้น มักจะมีคุณสมบัตินี้เพิ่มเข้ามา แต่แท้จริงแล้วเครื่องสำอางกับกันแดดใช้คนละจุดประสงค์ จึงอาจจะไม่ได้ช่วยปกป้องรังสียูวีจากแดดได้ 100% สารกันแดดในเครื่องสำอางก็ทำแทนกันแดดไม่ได้ หลักของการใช้กันแดดที่ถูกวิธี แนะนำว่า ควรทากันแดดในปริมาณเท่าเหรียญ 10 หนึ่งเหรียญ จึงจะได้ประสิทธิภาพเต็มที่ในการปกป้องผิวจากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหมองคล้ำ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยังแนะนำเพิ่มเติมว่าควรทากันแดดซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงในขณะที่อยู่กลางแจ้ง แน่นอนว่าหลักการนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับเครื่องสำอางที่มี SPF ผสม เนื่องจากเราจะไม่ใช้เท่าปริมาณการทากันแดดต่อครั้ง เช่น การลงรองพื้น (มีสารกันแดดผสม) จะใช้ในปริมาณกำลังพอดีให้ผิวดูเรียบเนียน และไม่หนาเกินไปเพื่อลดโอกาสการเกิดผิวอุดตัน นอกจากนี้เราจะไม่ลงรองพื้นทุกๆ 2 ชั่วโมงเช่นกัน ทั้ง 2 เหตุผลหลักๆ จึงเป็นข้อมูลที่ทำให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าทำไมเครื่องสำอางที่ผสมกันแดดจึงทำแทนกันแดดไม่ได้ อีกหนึ่งเหตุผลที่เครื่องสำอางอาจจะมาแทนกันแดดไม่ได้โดยเฉพาะรองพื้นที่ไม่มีค่า PA เพราะนอกเหนือจากค่า SPF ที่ปกป้องผิวจากรังสียูวีบีในแสงแดดแล้ว PA ก็มีความสำคัญมากๆ เพื่อป้องกันรังสียูวีเอโดยเฉพาะ ซึ่งรังสียูวีเอ ถือเป็นนางร้ายทำลายผิวตัวจริง เพราะสามารถทะลุผ่านกระจกได้แม้อยู่ในอาคาร และเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึกจึงอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้นั่นเอง (อ่านทำความเข้าใจเรื่อง

SPF & PA แฝดพี่แฝดน้องคู่หูพิทักษ์ผิวจากแสงแดด

เชื่อว่าสาวๆบิวตี้รู้ดีกันอยู่แล้วว่ากันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่ต้องทำทุกวันเป็นประจำห้ามขาด แต่ใช้กันแดดกันอยู่ทุกวัน รู้หรือไม่ว่าค่า SPF และ PA คืออะไร? SPF และ PA คืออะไร? SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA  ซึ่งหน้าที่หลักๆของทั้ง2 คือช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ทั้ง UVA และ UVB เพื่อช่วยไม่ให้ผิวเกิดการดูดซับรังสี รวมไปถึงป้องกันแสง UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปถึงชั้นผิว หรือทำให้รังสี UV แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าทำร้ายผิวโดยตรง พูดง่ายๆก็คือทั้ง 2 เป็นเสมือนเกราะป้องกันผิวที่ช่วยปกป้องผิวในทุกๆทางไม่ให้ถูกทำร้าย รังสียูวีจากแสงแดด ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือรังสี UVA และรังสี UVB ค่า PA ช่วยปกป้องผิวจาก รังสี UVA คือรังสีความยาวคลื่นยาว สามารถทะลุกระจกหรือหน้าต่างได้ ตัวการทำร้ายลึกถึงชั้นผิว ทำให้เกิดสารพัดปัญหาผิว

แสงสีฟ้าจากคอมและมือถือทำร้ายผิวได้ไม่ต่างจากแสงแดด

เชื่อว่าในภาวะแบบนี้หลายๆคนก็คงจะอยู่บ้านกันเป็นหลัก ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ถูกมักเข้าใจผิดก็คือ “อยู่ในบ้านไม่ออกไปเจอแดดไม่ทาครีมกันแดดก็ได้” แต่รู้หรือไม่ว่าตัวการตัวร้ายที่ทำร้ายผิวเราไม่แพ้แสงแดดก็คือแสง Blue Light จากจอคอมพิวเตอร์และมือถือเองด้วยที่บอกเลยว่าสร้างปัญหาให้พอๆกับการโดนแสงแดดเลยทีเดียว แต่จะทำร้ายผิวในแง่ไหนบ้างตามมาหาคำตอบกันได้เลย แสงสีฟ้ามาจากไหนบ้าง? ก่อนอื่นต้องพาไปทำความรู้จักเจ้าแสงสีฟ้านี่กันก่อนว่าแสงสีฟ้าๆที่เราว่ากันนี้มาจากไหนได้บ้าง ซึ่งบอกได้เลยว่าแสงสีฟ้าเป็นแสงที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันนั้นแหละไม่ว่าจะเป็นจาก จอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ รวมไปถึงไฟ LED อีกด้วย คราวนี้แหละต่อให้อยู่บ้านก็หนีแสงไม่พ้น แสงสีฟ้าทำร้ายผิวได้อย่างไร? หากพูดทางเชิงวิทยศาสตร์แสงสีฟ้า คือคลื่นแสงพลังงานสูงที่มีความยาวในระดับที่สามารถลงลึกถึงชั้น Dermis หรือผิวชั้นหนังแท้ แน่นอนว่าลงลึกถึงขนาดนี้ก็มีส่วนในการลายโครงสร้างของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิว ซึ่งโดยปกติแล้วในวัยที่เพิ่มขึ้นความสามารถในการผลิคคอลลาเจนของอิลาสตินในผิวก็ลดลงไปตามลำดับ ซึ่งเมื่อมีปัจจัยอื่นเข้ามาทำลายผิวนั้นชั้นนี้ก็จะส่งผลลัพธ์ต่อผิวเสมือนโดมิโน่ เริ่มแรกคือการทำให้ผิวอ่อนแอลง ผิวขาดสมดุล อีกทั้งยังกระตุ้นให้การทำงานของเม็ดสีเมลานินไม่สมบูรณ์ส่งผลไปถึงปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ นอกจากนี้การที่คอนนลาเจนและอิลาสตินถูกทำลายความตึงกระชับของผิวก็ลดลง ดังนั้นรวมไปถึงความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื่นในผิว ส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำ ดูไม่สดใส ซึ่งเมื่อผิวขาดน้ำก็จะทำให้เกิดร่องริ้วรอยบนพื้นผิวด้านบน อีกทั้งยังทำให้ผิวหย่อนคล้อยขาดความตึงกระชับ เรียกง่ายๆว่ามาครบทุกปัญหาผิว ถึงแม้ว่าแสงสีฟ้ายังไม่มีผลวิจัยใดๆสามารถรับรองได้ว่า ความร้ายแรงของแสงสีฟ้านั้นจะทำร้ายผิวได้ขนาดเท่าไหร่? แต่แน่นอนว่าแสงสีฟ้านั้นเป็นตัวการในการทำลายระบบนิเวศชของผิวซึ่งจะส่งผลสารพัดตามมาอย่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นการปกป้องผิวเป็นประจำในทุกๆวันไม่เว้นวันหยุด ทางแก้ทำได้โดยเริ่มจากการปกป้องผิวด้วย SUNSCREEN แน่แหละว่าเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้เพราะเป็นแล้วแก้ยาก เราแนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกวันเป็นประจำ สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันที่มีค่า SPF อย่างน้อย SPF30 PA+++ โดยใช้ในปริมาณอย่างน้อย 10