work from home

แอโรบิกส์ vs โยคะ ควรเลือกแบบไหนออกกำลังกายช่วงอยู่บ้านดีนะ

หนึ่งในการกิจกรรมยอดฮิตของสาวไทยเพื่อเสริมสร้างสุขภาพเห็นจะเป็นแอโรบิกส์ และโยคะ แถมยังสามารถฝึกได้เองที่บ้าน โดยไม่ต้องยุ่งยากเรื่องอุปกรณ์ แค่เปิดคลิปแล้วทำตามโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ได้ แต่แบบไหนจะเหมาะกับเราไปดูความต่างความเหมือนระหว่างแอโรบิกส์ และโยคะกัน ต้นกำเนิดเราต่างกัน แอโรบิกส์ ถือกำเนิดและถูกขนานนามตั้งแต่ปี 1968 โดยนายแพทย์ เคนเน็ธ คูเปอร์ ของสหรัฐอเมริกา และได้ให้ความหมายของคำว่า แอโรบิกส์ว่า เป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและปอดในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจึงมีการปรับให้ทันสมัยโดยการทำให้เข้ากับจังหวะดนตรี จนเป็นการเต้นแอโรบิกจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้แอโรบิกส์ยังเผยแพร่ผ่านทางหนังสือเล่มต่างๆ จึงขึ้นแท่นวิธีการออกกำลังกายที่นิยมมากในอเมริกา ก่อนจะเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก โยคะ ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดียสมัยโบราณนานกว่าหลายพันปี และความรู้ด้านโยคะก็ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นวัฒนธรรม ในวงการโยคะจะรู้จักบุคคลสำคัญที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐานคือ ปตัญชลี นักปราชญ์ชาวฮินดู ซึ่งตามหลักการเราจะฝึกท่าโยคะโดยการค้างท่านั้นๆ ไว้ระยะหนึ่ง ปัจจุบันท่าโยคะเองมีมากมาย แต่ยังคงมีเอกลักษณ์การฝึกที่ชัดเจน รวมถึงถูกเผยแพร่การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ไปทั่วโลก ไม่ได้มีเพียงแค่ในอินเดียเท่านั้น ผลลัพธ์การออกกำลังกายที่ต่างกัน แอโรบิกส์ ด้วยลักษณะการออกกำลังกายที่ต้องออกท่าทางตามจังหวะเพลง จึงเน้นเรื่องการสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และยังทำให้เลือดสูบฉีดได้ดีจากจังหวะการเต้นที่สลับไปมาตั้งแต่การวอร์มร่างกาย ซึ่งเราจะหายใจช้า จนไปถึงท่าเต้นที่เร่งจังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น แล้วกลับมาท่าวอร์ม พร้อมค่อยๆ ผ่อนการหายใจลง แต่ยังคงความสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังเป็นการเผาผลาญไขมันได้ดีอีกด้วย โยคะ หนึ่งในการออกกำลังกายที่เรียกเหงื่อแบบซึมๆ ได้ดีมาก เพราะเราต้องใช้พละกำลังในการทรงตัวให้อยู่ในท่าที่สมดุล จึงทำให้กล้ามเนื้อได้ยืดตัว และผ่อนคลาย หากฝึกเป็นประจำจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น

ผลไม้สร้างผิวสวย ช่วย #stayhome อย่างมีคุณค่า

ไม่ว่าทุกคนจะทำงานที่ออฟฟิสหรือทำงานที่บ้าน เรื่องของอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องใช่ไหมล่ะ! และหนึ่งในวิธีการบริโภคอาหารอย่างครบคุณค่าและมีประโยชน์คือ การทานผลไม้ ในทุกๆ วันนั่นเอง ผลไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันไป แต่ถ้าช่วยเรื่องผิว และหาทานง่าย เราขอแนะนำ 7 ชนิด พร้อมปริมาณการทานต่อวัน เพราะการบริโภคอย่างไม่ถูกต้อง และเกินปริมาณ มันก็เกิดผลเสียได้เช่นกัน งั้นไปดูสิว่าแต่ละชนิดมีอะไร และช่วยผิวของเราอย่างไร ลูกพรุน (100 กรัมเท่ากับ 105 กิโลแคลอรี) ผลไม้ที่นิยมนำมาอบแห้ง จึงหาซื้อง่าย และไม่ต้องนำมาหั่นหรือปอกใดๆ แถมยังมีวิตามินซีสูง รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ จึงได้ทั้งการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว และชะลอริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งยังมีธาตุเหล็ก ช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุทองแดงและสังกะสีที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ ช่วยเข้าไปดูแลเส้นผมให้เงางาม หนาและแข็งแรงขึ้น ส่วนข่าวดีเพิ่มเติมของคนที่กำลังลดน้ำหนัก คืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยลิเวอพูล ประเทศอังกฤษ ยังพบว่า ลูกพรุนช่วยเรื่องลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วยหากทานในปริมาณที่พอเหมาะคือ 10-12 ผล และหากควรทานลูกพรุนอบแห้งก็ควรเลือกแบบที่ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่มนะจ้า แนะนำต่อวัน: 10 -12 ผล สตรอว์เบอร์รี (100 กรัมเท่ากับ 33 กิโลแคลอรี) บอกเลยว่าสารอาหารที่อยู่ในผลสตรอว์เบอร์รีไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ช่วยให้ผิวพรรณเราสวยขึ้น