Surgery See First
เสริมหน้าผาก มีกี่วิธีและต่างกันอย่างไร
By
Beauty See First
|
UPDATE June 24, 2020
post-picture
Spread the love

หากพูดถึงการศัลยกรรมอันดับต้นๆ ที่สาวๆ เลือกเพื่อปรับลุค ปรับโหงวเฮ้ง ก็คงหนีไม่พ้นการศัลยกรรม “เสริมหน้าผาก” ที่บอกแบบนี้เพราะการเสริมหน้าผากเป็นหนึ่งในวิธีซึ่งทำให้ใบหน้ามีความสมดุล รับกับจมูก และคาง ดูสมบูรณ์แบบ และลงตัวมากขึ้น อีกทั้งมีการศัลยกรรมหน้าผากเพื่อปรับโหงวเฮ้ง “หน้าผากรับทรัพย์” (ตรงนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อ)

การเสริมหน้าผาก อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละรูปหน้าของแต่ละคน รวมไปถึงเรื่องกรรมพันธุ์ เชื้อชาติ และเพศ ซึ่งวันนี้เราจะมาสรุป 3 วิธีการเสริมหน้าผากที่แตกต่างกัน เพื่อการตัดสินใจเบื้องต้นก่อนเข้ารับการปรึกษาแพทย์ ว่าเรานั้นเหมาะกับการเสริมหน้าผากแบบไหนนั่นเอง

เสริมหน้าผากด้วยฟิลเลอร์
เป็นการรักษากึ่งศัลยกรรม โดยการเติมสาร Hyaluronic Acid หรือ เรียกสั้นๆว่า HA สารเติมเต็มประเภทหนึ่ง ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอลลาเจน ใช้ในการสร้างความยืดหยุ่นให้ผิว เมื่อนำมาเติมหน้าผากจะใช้ในปริมาณที่มาก โดยส่วนใหญ่จึงเติมเป็นจุดๆ และเน้นแก้ไขเฉพาะส่วน ทั้งยังสามารถเลือกได้ว่าจะใช้เนื้อฟิลเลอร์ระดับความนิ่ม ปานกลาง ไปถึงแข็ง ซึ่งระดับต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่อยู่ในผิวเราด้วยเช่นกัน ที่สำคัญการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เป็นจุดที่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอที่มีประสบการณ์การฉีดก่อนเข้ารับริการจึงจะดีที่สุดค่ะ

ข้อควรรู้เพิ่มเติม : ถึงวิธีนี้แผลจะสามารถหายได้ใน 2 วัน ใช้เวลาเสริมสั้น และไม่ต้องพักฟื้น แต่หากเทียบกับวิธีอื่นราคาอาจจะสูงกว่า เพราะไม่ถาวร ต้องมาเติมหลังผ่านไป 1-2 ปี นอกจากนี้ยังมีโอกาสแพ้สารที่เติมก็เป็นไปได้

ฉีดไขมันหน้าผาก
เป็นการนำไขมันในร่างกายมาฉีดเติมเต็มส่วนหน้าผาก และเหมาะกับการฉีดส่วนอื่นๆ ไปพร้อมกัน เนื่องจากการดูดไขมันเราจะดูดครั้งเดียวแล้วนำมาเติมส่วนต่างๆ หรืออธิบายง่ายๆว่า คือการเจ็บ 2 ส่วน ส่วนที่นำไขมันออก และส่วนที่นำไขมันเข้า แต่เป็นความเจ็บที่ไม่ถึงขั้นการผ่าตัด ไม่เกิดแผล และพักฟื้นไม่นาน ข้อดีคือจะได้ความเป็นธรรมชาติ แต่อาจจะต้องใช้ความชำนาญของหมอในการปั้นทรงหน้าผากให้ได้สัดส่วน นอกจากนี้หากเราฉีดเข้าไป มันจะค่อยๆ สลาย 30 – 40% และจะอยู่กับเรา 60-70% อาจเพิ่มขึ้น ลดหายไปน้ำหนักตัว

ข้อควรรู้เพิ่มเติม : การเติมหน้าผากด้วยวิธีนี้อาจจะมีความบวมช้ำอยู่บ้าง จึงต้องประเมินวันที่เราต้องการพักฟื้น อย่างวางแผนการลางานไว้ล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจทำ

เสริมซิลิโคนหน้าผาก
เจ็บแล้วจบ แต่ต้องมั่นใจในทรงที่เลือก เพราะทรงนี้จะอยู่กับเราไปตลอด ได้ทรงที่ถาวร (หากไม่มีอาการใดๆ แทรกแซง หรือต้องการแก้ทรง) ค่อนข้างทำได้ทุกรูปหน้าผาก โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีให้เลือกได้ทั้งซิลิโคนสำเร็จที่แพทย์จะเป็นคนประเมินซิลิโคนเทียบเคียงกับรูปหน้าผากคนไข้ และซิลิโคนแบบหล่อตามสรีระเฉพาะหน้าผากของแต่ละคนจึงทำให้ได้ความแม่นยำของความโค้งมน และทั้งสองแบบยังมีความนิ่มเป็นธรรมชาติ

ข้อควรรู้เพิ่มเติม: วิธีนี้ถือว่าเป็นการศัลยกรรมเต็มรูปแบบด้วยการผ่าตัดใส่ซิลิโคนเข้าไป เพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนการรักษาให้ดี รวมทั้งระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 5-7 วัน และควรงดกิจกรรมหนักๆ ที่อาจทำให้สะเทือนแผล 2 อาทิตย์

คำแนะนำ
การที่จะเลือกทำวิธีไหนนั้น เราแนะนำให้เข้ารับการประเมินการแพทย์ เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขที่ต่างกันออกไป นอกจากนี้คนที่เคยเสริมหน้าผากด้วยวิธีอื่นมาก่อน ควรจะให้ข้อมูลกับแพทย์ด้วยนะจ้า

Beauty See First
ABOUT THE AUTHOR Beauty See First editor